ความสวยความงาม ดูดวง เพศศึกษา เรื่องหญิงๆทั่วไป แต่งงาน แ้ม่และเด็ก เรื่องเล่าประสบการณ์

เลือกครีมรองพื้นให้เหมาะกับผิว

เลือกครีมรองพื้นให้เหมาะกับผิว (Lisa)

ครีมรองพื้น

Q : ฉันรู้สึกสับสนกับครีมรองพื้นที่มีอยู่มากมายหลายชนิด แบบไหนดีที่สุดคะ?

A : จริงๆ แล้วไม่มีอะไรดีกว่ากันหรอกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นชนิดน้ำ ชนิดแท่ง หรือแบบที่เป็นแป้งผสมรองพื้น เพราะแต่ละอย่างก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการแบบไหนเท่านั้น ฉะนั้น จึงควรเลือกครีมรองพื้นที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสภาพผิวคุณ และนี่คือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยคุณได้

ถ้าคุณผิวแห้ง เลือกแบบที่ช่วยคืนความชุ่มชื้นแต่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ครีมรองพื้นในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่มักจะมีระบบปล่อยความชุ่มชื้นตามระยะเวลา ซึ่งจะช่วยเติมความชุ่มชื้นได้อย่างต่อเนื่อง

ถ้าคุณผิวมัน เลือกแบบที่มีส่วนผสมของน้ำ (เพราะแบบที่มีน้ำมันมักจะทำให้เกิดสิว) ซึ่งก็หมายความว่าคุณจะไม่ต้องเจอกับปัญหาสิวอุดตันหรือสิวหัวดำในภายหลัง แป้งผสมรองพื้นหรือรองพื้นชนิดน้ำ จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณดูเนียนเรียบเป็นธรรมชาติได้ดีที่สุด

ถ้าอยากให้เห็นริ้วรอยน้อยลง ก็มองหาครีมรองพื้นแบบที่ ช่วยกระจายแสงอ่อนๆ ที่จะช่วยสะท้อนแสงที่ตกกระทบใบหน้าอย่างนุ่มนวล ซึ่งทำให้เห็นริ้วรอยบนใบหน้าน้อยลง

ถ้าอยากปกปิดสีผิวที่ดูไม่เรียบ ก็เลือกใช้แบบที่ปกปิดได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นแบบครีมหรือแบบแท่ง เพราะเป็นแบบที่ช่วยปกปิดข้อบกพร่องต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

โรคหืดภัยร้ายทำลายหนู

โรคหืดภัยร้ายทำลายหนู (ดวงใจพ่อแม่)


โดย: พ.ญ.สิรินันท์ บุญยะลีพรรณ

โรคหืด อาจจะเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีความเข้าใจต่อโรคนี้ดีพอ ว่ามีผลกระทบในระยะยาวทั้งต่อสุขภาพทางกาย สุขภาพทางใจ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตในอนาคตของหนูๆ ได้ “เจ็บไข้วัยเด็ก” ในครั้งนี้ พ.ญ.สิรินันท์ บุญยะลีพรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และหอบหืด จะพาเราไปทำความรู้จักกับโรคนี้กันอย่างถ่องแท้เลยครับ

รู้จักโรคหืด

โรคหืด เป็นโรคที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังในเยื่อบุทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่มักมาจากภูมิแพ้ มีผลทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ มากผิดปกติ การไหลเวียนของอากาศในทางเดินหายใจลดลง เพราะหลอดลมหดตัว, มีเสมหะอุดตันในหลอดลม, เยื่อบุในหลอดลมบวม และหากทิ้งไว้ไม่รักษาให้ถูกทางนานๆ เข้า เยื่อบุหลอดลมจะเสื่อมสภาพไป ปัจจุบันพบเด็กไทยเป็นโรคหืดประมาณ 13% (ประมาณ 1.8 ล้านคน)

อาการของโรคหืดในเด็ก

ไอ : ไอบ่อยและไอนาน มักไอมากตอนกลางคืนหรือเช้ามืด บางรายวิ่งเล่นเหนื่อยก็จะไอ แต่บางรายอาจพบแค่อาการไอเรื้อรัง ถ้าอาการมากขึ้นอาจมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบาก หายใจเร็วและแรง อาจมีอาการกำเริบภายหลังการออกกำลังกาย, ภายหลังได้รับสารที่แพ้เข้าไป และเมื่อเป็นหวัดมักมีอาการมากกว่าคนทั่วไปและป่วยนานกว่า

อาจพบอาการของโรคภูมิแพ้อื่นๆ ที่มักเป็นร่วมกัน เช่น แพ้อากาศ แพ้อาหาร ผื่นแพ้ผิวหนัง แพ้นม

เด็กกลุ่มที่มีโอกาสเป็นโรคหืดสูง

เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น ผื่นแพ้ผิวหนัง, แพ้อาหร, แพ้อากาศ, ตรวจพบว่าแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ, เด็กที่หอบบ่อยๆ, บางครั้งหอบโดยไม่ได้เป็นหวัด, มีประวัติบิดามารดาเป็นโรคหืด, ทารกที่คลอดก่อนกำหนด, เด็กที่ได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ

ประเมินความรุนแรงของโรค พ่อแม่ช่วยได้นะ

หากผู้ปกครองพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพาเด็กไปพบแพทย์

หายใจเป็นเสียงแหลมคล้ายนกหวีด เกิดจากลมหายใจผ่านหลอดลมที่หดแคบลง ช่วงแรกจะได้ยินเสียงวี้ดเฉพาะตอนหายใจออก อาจฟังได้จากหูฟัง หรือเอาหูเราแนบหน้าอกผู้ป่วย เมื่อมีอาการมากขึ้น เสียงจะดังชัดขึ้น แต่เมื่อทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก เสียงวี้ดจะลดลงจนอาจไม่ได้ยิน และเสียงหายใจก็จะเบาลงมาก (เด็กที่หายใจมีเสียงวี้ดไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหืดทุกคน ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี จะตรวจพบเสียงวี้ดได้จากภาวะอื่นด้วย เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิดในหลอดลม, หลอดลมอ่อนนิ่ม, ความพิการของปอดและหลอดลมแต่กำเนิด, หูรูดหลอดอาหารหย่อน, มีสิ่งแปลกปลอมในหลอดลม, หัวใจซีกซ้ายวาย, เนื้องอกในปอด)

การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ จะหายใจแรงและลำบาก หน้าอกบุ๋ม เพราะต้องใช้แรงในการสูดลมเข้าปอด ทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างกระดูกซี่โครง, บริเวณเหนือกระดูกกลางห้าอกและบริเวณลิ้นปี่บุ๋มลง

อัตราการหายใจเร็วขึ้นจากปกติ ควรนับอัตราการหายใจของเด็กในช่วงที่อาการสงบไว้

อัตราการหายใจปกติ ณ อายุต่างๆ เป็นดังนี้

อายุแรกเกิด – 2 เดือน

< 60 ครั้ง/นาที หากเกิน 60 ครั้ง/นาที ถือว่าผิดปกติ

อายุ 2 เดือน – 1 ปี

< 50 ครั้ง/นาที หากเกิน 50 ครั้ง/นาที ถือว่าผิดปกติ

อายุ 1 – 5 ปี

< 40 ครั้ง/นาที หากเกิน 40 ครั้ง/นาที ถือว่าผิดปกติ

อายุ 5 – 15 ปี

15-25 ครั้ง/นาที หากเกิน 30 ครั้ง/นาที ถือว่าผิดปกติ

โอกาสหายจากโรค

พบว่า 80% ของผู้ป่วยอาการหายไปหรือสงบลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น โดยส่วนมากอาการมักเริ่มดีขึ้นตั้งแต่อายุประมาณ 6 ปี เนื่องจากหลอดลมมีขนาดโตขึ้น แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจกลับมีอาการใหม่เมื่ออายุมากกว่า 45 ปี ได้ประมาณ 20%

รายที่มักไม่หายขาด ได้แก่

เด็กที่มีโอกาสเป็นโรคหืดจนโตมักจะเป็นเด็กกลุ่มที่มีอาการของโรคภูมิแพ้ อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แพ้อากาศ ผื่นผิวหนังจากการแพ้ ผู้ที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคภูมิแพ้ บิดามารดาเป็นโรคหืด ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษา และควบคุมโรคอย่างเหมาะสมกับความรุนแรงของโรคโดยต่อเนื่อง

การรักษาโรคหืด

การรักษาโรคหืดประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ที่ เป็นสาเหตุของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย โดยจะทราบจากผลการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง เมื่อพบว่าแพ้สิ่งใด ควรหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นด้วยวิธีการต่างๆ ตามคำแนะนำนของแพทย์

2. การใช้ยา ใช้แตกต่างกันตามระดับความรุนแรงของโรค โดยยาที่ใช้จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

2.1 ยาที่ใช้เฉพาะเมื่ออาการกำเริบ โดยยาจะช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก ไอ เช่น

ยาขยายหลอดลมชนิด Beta 2 agonists ที่ออกฤทธิ์สั้น มีทั้งแบบสูด พ่น แบบกิน (เม็ดและน้ำ) และแบบฉีด ซึ่งยาสูดพ่นจะออกฤทธิ์เร็ว และมีฤทธิ์ข้างเคียงต่ำกว่ายาชนิดอื่น มีความปลอดภัยสูง ใช้ได้แม้ในเด็กเล็ก ยาจะออกฤทธิ์อยู่ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง

ยากลุ่ม anticholinergic เป็นยาสูดพ่นออกฤทธิ์ขยายหลอดลม มักใช้ร่วมกับยา Beta 2 agoniats ที่ออกฤทธิ์สั้น ในรายที่อาการรุนแรง

2.2 ยาที่ใช้ประจำเพื่อควบคุมโรคให้สงบ เพื่อป้องกันและลดอัตราความรุนแรงของการกำเริบของโรค ยากลุ่มนี้ เช่น

สเตียรอยด์ (steroid) เป็นยาในกลุ่มควบคุมโรคที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด นำมาใช้ในรายที่มีอาการต่อเนื่องทุกระดับความรุนแรงของโรค มีทั้งแบบพ่นสูด กิน ฉีด โดยยาจะออกฤทธิ์ลดการอักเสบและลดความไวต่อสิ่งกระตุ้นของหลอดลม ทำให้สมรรถภาพการทำงานของปอดเพิ่มขึ้น ลดอาการความถี่ และความรุนแรงของโรค ซึ่งการใช้ สเตียรอยด์นี้ในรูปแบบของยาพ่น จะให้ความปลอดภัยสูงกว่าชนิดกินและชนิดฉีด เนื่องจากปริมาณยาที่ใช้ในยาพ่นมีน้อยมาก แม้ในเด็กเล็กก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในขนาดยาที่แพทย์สั่ง

ส่วนการใช้สเตียรอยด์ชนิดกินและฉีดจะใช้เมื่อเป็นมากเท่านั้น เพราะหากใช้ต่อเนื่องจะมีผลเสียต่อร่างกาย เช่น กดการเจริญเติบโต เป็นเบาหวาน, กระดูกผุ, แผลในกระเพาะอาหาร, ต้อกระจก, ต้อหิน, ความดันโลหิตสูง, บวมน้ำ, กดภูมิต้านทาน

ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์ยาว 12 ชั่วโมง โดยใช้ร่วมกับยาพ่นสเตียรอยด์ พบว่าทำให้อาการของโรคดีขึ้น, ลดการกำเริบของโรค, สมรรถภาพการทำงานของปอดเพิ่มขึ้น, ทำให้ไต้องเพิ่มยาพ่นสเตียรอยด์ให้สูงขึ้น, ปัจจุบันจึงมีการรวมยาทั้งสองชนิดไว้ในกระบอกยาสูดเดียวกัน เพื่อความสะดวกของผู้ป่วย, และทำให้ค่ายาถูกลงกว่าการแยกยาทั้งสองออกเป็นสองกระบอก โดยผลต่อผู้ป่วยคงเดิม

ยานี้ยังมีในรูปแบบยาเดี่ยวที่ไม่ผสมกับสเตียรอยด์ มีทั้งยาพ่น ยาเม็ดและยาน้ำ ไว้ใช้ในการป้องกันการหอบหลังออกกำลังกาย เหมาะกับเด็กที่ต้องไปออกกำลังกายที่โรงเรียน โดยสามารถพ่นยาจากบ้านตอนเช้า ยาจะออกฤทธิ์ได้จนถึงช่วงเย็น, และใช้ควบคุมอาการของโรคในรายที่มักมีอาการหอบกำเริบช่วงกลางคืน

ยากลุ่ม leukotriene modifier ยากลุ่มนี้สามารถขยายหลอดลมได้เล็กน้อย ช่วยลดอาการของโรค ทำให้สมรรถภาพปอดเพิ่มขึ้น และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบอย่างอ่อนๆ นิยมนำมาใช้ในการควบคุมโรคหืดในเด็ก โดยเฉพาะรายที่ไม่สะดวกเรื่องการพ่นยาและมีอาการไม่รุนแรงนัก ข้อดีของยากลุ่มนี้คือมีความปลอดภัยสูงและใช้สะดวก เนื่องจากเป็นยากิน ข้อเสีย คือราคาแพง

Sodium cromoglycate เป็นยาพ่นที่อ่อนกว่ายาพ่นสเตียรอยด์ ทั้งในแง่การควบคุมอาการ, การลดความไวผิดปกติของหลอดลม, การเพิ่มสมรรถภาพของปอด แต่ยานี้มีข้อดีในแง่ความปลอดภัยสูง ข้อเสียคือต้องใช้ยาวันละหลายครั้ง

Methylxanthines เป็นยากินโดยมักใช้ชนิดออกฤทธิ์ยาวที่กินวันละ 2 เวลา มักใช้ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง หรือใช้ร่วมกับยาสูดพ่นสเตียรอยด์ ข้อดีคือ มีราคาถูก ข้อเสียคือ การดูดซึมยาไม่ค่อยแน่นอน หากได้ยาเกินขนาดอาจเกิดผลเสีย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ในสั่น ชัก

การเลือกใช้ยาชนิดต่างๆ จะขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรค และความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ ปัจจุบันแพทย์นิยมใช้ยาชนิดพ่นมากกว่ายาชนิดกิน เนื่องจากปริมาณยาที่เข้าสู่ร่างกายน้อยกว่า และเข้าถึงอวัยวะที่ต้องการได้โดยตรงทันที ยาพ่นจึงมีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูงกว่ายากินชนิดเดียวกันเสมอ

3. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy) เป็น การปรับเปลี่ยนสภาวะภูมิต้านทานของผู้ป่วยที่เคยแพ้ต่อสารใดๆ ให้แพ้ลดลงจนถึงไม่มีอาการเมื่อสูดหายใจ เอาสารนั้นเข้าไปอีกในภายหลัง ทำให้โรคดีขึ้น ลดการใช้ยาต่างๆ ลงได้ ส่วนใหญ่มักเริ่มในเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพทั่วไปด้วย เช่น หลีกเลี่ยงจากมลพิษต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสียรถยนต์ ควันธูป ก๊าซโอโซน, ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ, ออกกำลังกายตามความเหมาะสม โดยอาจใช้ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้นพ่นก่อนออกกำลัง 15 นาที หากไม่สบาย เช่น เป็นหวัด ควรรีบรักษาอย่าปล่อยให้เป็นนาน

โรคหืด ผลกระทบมากกว่าที่คิด

หากผู้ป่วยโรคหืด ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะเกิดผลกระทบหลายด้านตามมา เช่น

อาการของโรคอาจรบกวนการทำงาน การเล่นกีฬา การเรียน ทำให้ขาดเรียน ขาดสมาธิในการเรียน รบกวนกิจวัตรประจำวัน งานอดิเรก การนอน หากป่วยเรื้อรังมาตลอด จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาการ พฤติกรรม การใช้ชีวิต

ผู้ป่วยจะมีความวิตกกังวลต่อโรค กลัวว่าอาการจะกำเริบ เนื่องจากเคยประสบมาก่อน และทราบว่าเมื่ออาการกำเริบขึ้นมานั้น ตนทนทุกข์ทรมานเพียงใด ในผู้ป่วยที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น อาจทำให้ขาดความมั่นใจ อายเวลาอาการกำเริบ รู้สึกแตกต่างจากเพื่อน ไม่สามารถที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนคนวัยเดียวกัน

ผลกระทบต่อครอบครัว มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันในครอบครัว เช่น การเล่นกีฬา สันทนาการ การท่องเที่ยว อาจพบปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ต้องเอาใจใส่ผู้ป่วยมากกว่าพี่น้อง ทำให้พี่น้องไม่พอใจหรือพ่อแม่อาจกังวลใจกับอาการของผู้ป่วยจนทำให้บรรยากาศ ในครอบครัวไม่มีความสุข

ปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าไม่ควบคุมโรคให้สงบ อาการจะกำเริบบ่อย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลขณะอาการกำเริบ จะสูงกว่าการควบคุมตอนโรคสงบ ทั้งยังอาจทำให้พ่อแม่ขาดงาน ขาดรายได้ระหว่างที่ต้องอยู่ดูแลผู้ป่วยด้วย

ปัญหาที่พบในการรักษาโรคหอบหืด

การขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการเกิดโรค ไม่เห็นความสำคัญของการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นต้นเหตุของโรค และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่างๆ ไม่เห็นความสำคัญของการใช้ยาเพื่อรักษาการอักเสบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มักใช้เพียงยาขยายหลอดลมเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น ทำให้สภาพภายในหลอดลมเสื่อมลงเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อเกิดเป็นแผลเป็นขึ้นเป็นจำนวนมากแล้ว ก็ไม่มีวิธีใดที่จะแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา โดยเฉพาะยาพ่น โดยส่วนมากมักเข้าใจผิดว่า ผู้ที่ต้องใช้ยาพ่นแปลว่าอาการเป็นมากแล้ว ทำให้ปฏิเสธการใช้ยาตั้งแต่โรคอยู่ในระยะไม่รุนแรงมาก จริงๆ แล้วสามารถรักษาได้ผลดีกว่ารอใช้ยาเมื่ออาการเป็นมากเกินกว่ายาจะควบคุมได้ เสียอีก และบางรายยังมีความเชื่อที่ผิดๆ ว่าการใช้ยาพ่นจะทำให้เกิดการติดยาได้ จึงปฏิเสธ ไม่ยอมใช้ยาพ่น ทำให้เด็กบางรายที่เป็นโรคหืด มีอาการกำเริบบ่อยและรุนแรงขึ้น บางรายถึงกับเป็นโรคหืดไปจนโต

ทำไมต้องรักษาโรคหืด

เพื่อควบคุมให้อาการกำเริบน้อยที่สุด ผู้ป่วยสามารถร่วมกิจกรรมประจำวันและการออกกำลังกายได้ปกติที่สุดเท่าที่จะ ทำได้, ใช้ยาให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น, ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุด

ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำให้เป็นจริงได้ ถ้ามีความร่วมมืออันดีระหว่างแพทย์ผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสารดวงใจพ่อแม่

รักจะเป็น working woman ต้องทำตาม

รักจะเป็น working woman ต้องทำตาม (ไทยรัฐ)
ข้อมูลจาก โรงพยาบาลเวชธานี

คนทำงาน

สมัยนี้บทบาทของผู้หญิงเปลี่ยนไปมาก เรามักจะเห็นผู้หญิงทำอะไรได้หลายๆ อย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย ทั้งๆ ที่ธรรมชาติสร้างมาให้ร่างกายอ่อนแอกว่า กล้ามเนื้อเล็กกว่า แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้ผู้หญิงต้องลุกขึ้นมาทำงานเท่าเทียม ผู้ชาย ผู้หญิงหลายคนก็ทำได้ และก็ทำได้ดีเสียด้วย

เมื่อธรรมชาติสร้างสรีระผู้หญิงให้บอบบางกว่าผู้ชาย การทำงานนอกบ้านหรืองานที่เคยเป็นของผู้ชายย่อมมีผลกระทบต่อร่างกายหรือ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตามมา โดยเฉพาะ Working woman ทั้งหลาย

นพ.พรเอนก ตาดทอง แพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่า เพราะธรรมชาติสร้างมาให้ร่างกายของผู้หญิงไม่แข็งแรงเท่าเทียมกับชาย ปัญหาด้านสุขภาพจึงมักพบได้เป็นประจำ ได้แก่ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ปวดแขน เป็นต้น อาการปวดคอเป็นอาการที่พบ ได้บ่อยที่สุดในผู้หญิงที่ทำงานในสำนักงานหรือเรียกว่า สาวออฟฟิศ ตำแหน่งที่ปวดไล่จากท้ายทอยลงมาตลอดด้านหลังของลำคอ แผ่ไปจนถึงไหล่ทั้งสองข้าง รวมถึงบริเวณระหว่างกระดูกสะบักทั้งสองข้าง พื้นที่ดังกล่าวจะได้เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดโดยที่สี่มุมคือ ท้ายทอย ไหล่ทั้งสองข้าง และกึ่งกลางของหลัง

สาเหตุของอาการปวดมาจากการอักเสบของกล้ามเนื้อบริเวณนี้ เนื่องจากกล้ามเนื้อเหล่านี้ต้องทำงานเกินกำลังความสามารถ

หน้าที่หลักของกล้ามเนื้อกลุ่มนี้คือ การยึดตรึงศีรษะให้ตั้งตรง และตรึงไหล่ทั้งสองข้างให้นิ่ง จากหน้าที่ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า คนทำงานสำนักงาน ต้องใช้กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ตลอดทั้งวัน ตลอดเวลาการทำงาน การที่เราพิมพ์งาน กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ต้องทำหน้าที่ตรึงให้ไหล่สองข้างอยู่กับที่ และตรึงให้ศีรษะอยู่กับที่เป็นเวลานานมาก

ถ้า วันหนึ่ง เราทำงาน 8 ชั่วโมง แล้วกล้ามเนื้อของเรามีความสามารถทำงานได้เพียง 5 ชั่วโมง อีก 3 ชั่วโมงที่เหลือคือสาเหตุหลักของการอักเสบ ดังนั้นอาการปวดคอของสาวออฟฟิศจึงมักจะเริ่มเป็นเอาตอนบ่ายๆ จนกระทั่งเลิกงาน พอกลับบ้านได้พักอาการก็ดีขึ้น วันรุ่งขึ้นก็เริ่มเป็นใหม่ วันไหนโหมงานมาก อาการก็รุนแรงขึ้น

หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ การเกร็งของกล้ามเนื้อจะมีผลต่อกระดูก ส่งผลให้กระดูกคอเสื่อม กระดูกคอทับเส้นประสาท และอื่นๆ อีกมากมาย การทานยาลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ พอกลับไปนั่งทำงานก็เป็นใหม่อีก

นพ.พรเอนก แนะนำวิธีการรักษาแบบง่ายว่า เริ่มจากต้องเข้าใจสาเหตุก่อนว่า สาเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อกลุ่มนี้สู้งานไม่ไหว วิธีแก้ก็คือ ไม่ลดงานลงก็ทำกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น

การ ลดงานของกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ทำได้ด้วยการปรับท่านั่งเสียใหม่ ท่านั่งที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานน้อยที่สุด ก็คือการนั่งหลังตรง ลำคอตั้งตรง จะช่วยลดงานของกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ได้มาก

การทำกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้นก็ไม่มีอะไรดีไปกว่า การออกกำลังกาย สาวออฟฟิศบางท่านไม่เคยแม้แต่จะคิดเรื่องออกกำลังกาย ไม่มีเวลาบ้าง ปวดเมื่อยหลังออกกำลังกายบ้าง ต้องเข้าฟิตเนสบ้าง แล้วแต่จะแก้ตัวกับตัวเอง ดังนั้นขอแนะนำวิธีง่ายๆ ก่อนดีกว่า

บริหารกล้ามเนื้อไหล่ที่ทำงาน ใช้น้ำสองขวด ขวดขนาด 500 ซีซี จะได้น้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม ทุกเช้าก่อนเริ่มงาน บริหารด้วยการยกขวดน้ำ (เอาแบบมีน้ำเต็มๆ นะครับ) ด้วยท่าชูขึ้นข้างบน แล้วเอาลงมาที่ไหล่ ทำทุกเช้าวันละ 50 ครั้ง

ริหารกล้ามเนื้อคอที่บ้าน ด้วยท่านอนหงายไม่หนุนหมอน ยกศีรษะขึ้นพอให้ท้ายทอยพ้นพื้นแล้วเกร็งไว้ประมาณ 10 วินาที (นับ 1 ถึง 10 ช้าๆ) แล้วเอาลง นับเป็น 1 ครั้ง ทำแบบนี้วันละ 20 ครั้ง แล้วเปลี่ยนเป็นนอนคว่ำ ยกศีรษะเงยหน้าขึ้นให้คางพ้นพื้นค้างไว้ 10 วินาที จำนวน 20 ครั้งเหมือนกันครับ

ถ้าทำได้ อย่างนี้ รับรองครับว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ อาการปวดคอ ตอนบ่ายๆ ของคุณจะหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่ต้องพึ่งหมอ พึ่งยา พึ่งกายภาพอีกต่อไป

แฟนแอบเกย์ สังเกตอย่างไร!!

แฟนแอบเกย์ สังเกตอย่างไร!!

แฟนแอบเกย์ สังเกตอย่างไร (อสมท.)

มาลองจับสัญญาณ “เกย์ดาร์” ผู้ชายข้างกายเป็น “เกย์แอบ” หรือเปล่า?


1. ชอบกลับบ้านดึกๆ กลับมาแล้วชอบตวาดแว๊ด…ด ใส่

หากโดนเซ้าซี้ถามว่าไปไหน บางรายจะตวาดแรงมาก จนภรรยาต้องผวา ไม่กล้าถามอีกเลย


2. เวลาขอหลับนอนมีอะไรด้วย เขามักจะมีข้ออ้างเป็นประจำว่า เหนื่อย

เขาอาจจุมพิตคุณเบาๆ หนึ่งที นั่นแหละทำได้แค่นั้น มันเหลือฝืนเต็มทน เขาจะเริ่มแสดงอาการเบื่อๆ ให้เห็นมากขึ้น เซ็กซ์กลายเป็นเรื่องไม่น่าสนใจสำหรับเขา บางรายมีหนเดียวในรอบหลายปี และดูราวจะไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยอีกแล้วชาตินี้ แม้คุณจะพยายามเซ็กซี่ทุกราตรีก่อนเข้านอน


3. ชอบแสดงอาการเกลียดตุ๊ดอย่างรุนแรง

มีอคติกับตุ๊ดเสียเหลือเกิน เห็นอะไรตุ๊ดแต๋ว จะมีคอมเมนต์แบบรับไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ จนคุณเองก็รำคาญ แล้วสงสารตุ๊ดแทน


4. หายไปนานๆ บางคนชอบหนีภรรยาหรือแฟนไปหาชายหนุ่มนอกบ้านไกลๆ

เพราะกลัวคนเห็น สถานที่นัดพบของเกย์ไม่รักดีในกลุ่มนี้ก็จะเป็น ห้องใต้ดิน ห้องสุขา สวนสาธารณะ ซึ่งแสนจะนัดง่าย สะดวกสบายไปหมด หนำซ้ำยังมีทั้งมือถือและอินเทอร์เน็ต เวลาติดต่อหาที่ระบายความรุ่มร้อนส่วนมากก็จะเกิดขึ้นตอนเดินทาง หรือตอนอยู่ในที่ทำงาน


5. ชอบบอกภรรยาหรือแฟนสาวว่า ออกไปกินเหล้ากับเพื่อน

เพื่อนนัดบ้าง มีประชุมบ้าง งานยุ่งบ้าง แต่หารู้ไม่ว่า เขาไปเที่ยวเล็งหนุ่มอะโกโก้ เดี๋ยวนี้หาเด็กขึ้นเตียงได้ง่าย โรงแรมก็มีแถวๆ นั้น กลับมาบ้านก็จะออดอ้อนคำหวานเพื่อให้คุณหลงกลต่อไป (เช่นผมรักคุณคนเดียว)


6. ผู้ชายประเภทนี้เวลาเมาเหล้าจะแสดงอาการมองหนุ่มหล่อ แต็บหลุดตุ๊ดแตก

พูดคุยแบบสนุกสนาน เข้าไปสนิทสนมกับชายแบบออกหน้าออกตา ไม่มีมาดอีกต่อไป เวลาไม่เมาไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย


7. ชอบแสดงอาการแปลกๆ เวลาเผลอ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเกย์ออกสาวเวลาตกใจ

ไม่ทันตั้งตัว หรือเวลาเขาถูกใจอะไรสักอย่าง โดยที่ไม่มีใครอยู่รอบข้าง เขาจะเผลอร้องด้วยเสียงแหลม ราวกับนักร้องโซปราโน่


8. บางครั้งเวลามีเซ็กซ์กับคุณสาวๆ ถ้าเขาส่งเสียงแปลกๆ ให้ระวังไว้ซะ

นั่นหมายความว่า ผู้ชายที่นอนอยู่ข้างๆ นั่น เป็น… หรือเปล่า ทั้งๆ ที่คุณไม่ได้ทำอะไรรุนแรงเกินเหตุ บางทีเขาอาจกำลังจินตนาการถึงชายอื่น แล้วงึมงำเป็นชื่อคนนั้น เพื่อให้เขาปฏิบัติกิจผ่านไปได้ ฟังดีๆ


9. ชายกลุ่มนี้ชอบซุกซ่อนรสนิยมทางเพศของตัวเองเอาไว้ในสถานที่ลับตาคน

อะไรเสียล่ะ ถ้าไม่ใช่รูปโป๊ผู้ชาย วิดีโอผู้ชายมีเซ็กซ์ นามบัตรเกย์ รูปถ่ายตัวเขาเองกับเด็กหนุ่ม บางกรณีมีกระทั่งขนตาปลอม ฯลฯ สถานที่ซ่อนก็คือ ตามใต้เตียงนอน ห้องเก็บของ ลิ้นชักล็อกกุญแจ


10. เป็นคนอารมณ์ร้าย มีน้ำเสียงออกโทนแหลมอีกต่างหาก

เวลาเมามากๆ ชอบด่าทอผู้หญิงเสียๆ หายๆ มีน้ำเสียงออกโทนแหลมอีกต่างหาก มิใช่โทนต่ำอย่างที่ควรจะเป็น ถ้ามีปากเสียงกันรุนแรง อาจออกสาวตุ้งติ้งไปเลย


11. เรียกชื่อภรรยา หรือแฟนผิดๆ ถูก

สลับกับชื่อชายหนุ่มอีกคนที่คุณไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินมาก่อน


12 สังเกตให้ดี เวลาชายกลุ่มนี้ใช้โทรศัพท์ มักจะใช้แต่คำว่า “อือ อือ อือ”

ใครจะกล้าพูดอะไรหลุดออกมาได้ล่ะ ในเมื่อนั่นเป็นสายกิ๊กหนุ่มของเขา และบางครั้งอยู่ดีๆ ก็รีบกุลีกุจอรีบออกไปจากบ้านทันที เพราะหนุ่มคนนั้นเรียกหา ตัวเองก็กลัวว่าเขาจะบอกเลิก ต้องรีบไปเอาใจ


13. ชายกลุ่มนี้มักจะแอบโทรหาหนุ่มๆ เจ๊าะแจ๊ะราวกับภรรยาหรือเป็นแฟนสาว

บางครั้งถ้าคุณสาวๆ โทรไปเช็กที่ออฟฟิศอาจได้ยินเสียงชายหนุ่มรับแทน หรือถ้าโทรศัพท์เข้ามือถืออาจจะไม่รับเสียดื้อๆ เพราะมัวแต่สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่


14. คอยสังเกตว่า เวลาไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วยกัน ดูเวลาที่สามีเจอผู้หญิงสวยๆ เขามองด้วยสายตาอย่างไร

ถ้ามองแบบจิกตาอย่างนี้ไม่ใช่ผู้ชายแน่ๆ แล้วดูด้วยว่าแอบส่งตาหวานให้หนุ่มที่เดินสวนมาหรือเปล่า


15. ไปเช็กคอมพิวเตอร์ว่า เข้าเว็บไหนบ่อยๆ

เว็บอะไรที่คุณไม่เคยได้ยินนั่นแหละ ใช่ทั้งนั้น วิธีดูในคอมพ์ ในบราว์เซอร์ Explorer กดสัญลักษณ์ History ที่เป็นรูปนาฬิกา จะรู้เลยว่า วันไหน ดูเว็บอะไร แยกเป็นวันๆ ไป ยกเว้นแต่เขารอบคอบมาก เป็นหนุ่มไอที หรือมีความรู้เรื่องการทำลายหลักฐาน

ดูแลน้องสาวอย่างไร ไม่ให้คัน เลือกชั้นในให้น้องสาว

ดูแลน้องสาวอย่างไร ไม่ให้คัน เลือกชั้นในให้น้องสาว

เลือกชั้นในให้น้องสาว (คมชัดลึก)

แย่จังเลย อาการคันคะเยอมักไม่ปรานีว่าจะคันที่ไหนใช่ไหมคะคุณสาวๆ โดยเฉพาะคันที่ “ตรงนั้น” นี่ มันช่างระทมจิตจริงจริ้ง ยิ่งถ้าคันในที่สาธารณะให้ทำยังไงดีล่ะเนี่ย…โอ่ย…เราลองมาสำรวจตัวเอง กันดูดีไหมว่าไปทำน้องสาวให้เสี่ยงความคันไปหรือเปล่า

สิ่งสำคัญคือ

อย่า ได้ไปใช้สายฉีดในห้องน้ำสาธารณะทีเดียวเชียว เพราะนั่นมักมีคราบสกปรกเกาะเกรอะกรัง ถ้าฉีดเข้าไปในสวนดอกไม้ ต้นใบหญ้าจะร่วงโรยเอา

วิธีแก้คือ

เลือก ใช้กระดาษทิชชูคุณภาพดีๆ ซับลงไปไม่เกิน 10 วินาทีแล้วทิ้ง ระวังอย่าไม่ให้มีเศษยุ่ยติดนะคะ นอกจากนี้ ควรเลือกใส่กางเกงในผ้าฝ้าย เพราะจะซักง่าย แห้งง่าย เชื้อราก็ไม่ถูกกักเก็บมากเท่าชั้นในผ้าไนลอน ด้วยจ้า

Older Posts »