ความสวยความงาม ดูดวง เพศศึกษา เรื่องหญิงๆทั่วไป แต่งงาน แ้ม่และเด็ก เรื่องเล่าประสบการณ์


โรคหืดภัยร้ายทำลายหนู

โรคหืดภัยร้ายทำลายหนู (ดวงใจพ่อแม่)


โดย: พ.ญ.สิรินันท์ บุญยะลีพรรณ

โรคหืด อาจจะเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีความเข้าใจต่อโรคนี้ดีพอ ว่ามีผลกระทบในระยะยาวทั้งต่อสุขภาพทางกาย สุขภาพทางใจ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตในอนาคตของหนูๆ ได้ “เจ็บไข้วัยเด็ก” ในครั้งนี้ พ.ญ.สิรินันท์ บุญยะลีพรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และหอบหืด จะพาเราไปทำความรู้จักกับโรคนี้กันอย่างถ่องแท้เลยครับ

รู้จักโรคหืด

โรคหืด เป็นโรคที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังในเยื่อบุทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่มักมาจากภูมิแพ้ มีผลทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ มากผิดปกติ การไหลเวียนของอากาศในทางเดินหายใจลดลง เพราะหลอดลมหดตัว, มีเสมหะอุดตันในหลอดลม, เยื่อบุในหลอดลมบวม และหากทิ้งไว้ไม่รักษาให้ถูกทางนานๆ เข้า เยื่อบุหลอดลมจะเสื่อมสภาพไป ปัจจุบันพบเด็กไทยเป็นโรคหืดประมาณ 13% (ประมาณ 1.8 ล้านคน)

อาการของโรคหืดในเด็ก

ไอ : ไอบ่อยและไอนาน มักไอมากตอนกลางคืนหรือเช้ามืด บางรายวิ่งเล่นเหนื่อยก็จะไอ แต่บางรายอาจพบแค่อาการไอเรื้อรัง ถ้าอาการมากขึ้นอาจมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบาก หายใจเร็วและแรง อาจมีอาการกำเริบภายหลังการออกกำลังกาย, ภายหลังได้รับสารที่แพ้เข้าไป และเมื่อเป็นหวัดมักมีอาการมากกว่าคนทั่วไปและป่วยนานกว่า

อาจพบอาการของโรคภูมิแพ้อื่นๆ ที่มักเป็นร่วมกัน เช่น แพ้อากาศ แพ้อาหาร ผื่นแพ้ผิวหนัง แพ้นม

เด็กกลุ่มที่มีโอกาสเป็นโรคหืดสูง

เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น ผื่นแพ้ผิวหนัง, แพ้อาหร, แพ้อากาศ, ตรวจพบว่าแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ, เด็กที่หอบบ่อยๆ, บางครั้งหอบโดยไม่ได้เป็นหวัด, มีประวัติบิดามารดาเป็นโรคหืด, ทารกที่คลอดก่อนกำหนด, เด็กที่ได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ

ประเมินความรุนแรงของโรค พ่อแม่ช่วยได้นะ

หากผู้ปกครองพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพาเด็กไปพบแพทย์

หายใจเป็นเสียงแหลมคล้ายนกหวีด เกิดจากลมหายใจผ่านหลอดลมที่หดแคบลง ช่วงแรกจะได้ยินเสียงวี้ดเฉพาะตอนหายใจออก อาจฟังได้จากหูฟัง หรือเอาหูเราแนบหน้าอกผู้ป่วย เมื่อมีอาการมากขึ้น เสียงจะดังชัดขึ้น แต่เมื่อทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก เสียงวี้ดจะลดลงจนอาจไม่ได้ยิน และเสียงหายใจก็จะเบาลงมาก (เด็กที่หายใจมีเสียงวี้ดไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหืดทุกคน ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี จะตรวจพบเสียงวี้ดได้จากภาวะอื่นด้วย เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิดในหลอดลม, หลอดลมอ่อนนิ่ม, ความพิการของปอดและหลอดลมแต่กำเนิด, หูรูดหลอดอาหารหย่อน, มีสิ่งแปลกปลอมในหลอดลม, หัวใจซีกซ้ายวาย, เนื้องอกในปอด)

การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ จะหายใจแรงและลำบาก หน้าอกบุ๋ม เพราะต้องใช้แรงในการสูดลมเข้าปอด ทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างกระดูกซี่โครง, บริเวณเหนือกระดูกกลางห้าอกและบริเวณลิ้นปี่บุ๋มลง

อัตราการหายใจเร็วขึ้นจากปกติ ควรนับอัตราการหายใจของเด็กในช่วงที่อาการสงบไว้

อัตราการหายใจปกติ ณ อายุต่างๆ เป็นดังนี้

อายุแรกเกิด – 2 เดือน

< 60 ครั้ง/นาที หากเกิน 60 ครั้ง/นาที ถือว่าผิดปกติ

อายุ 2 เดือน – 1 ปี

< 50 ครั้ง/นาที หากเกิน 50 ครั้ง/นาที ถือว่าผิดปกติ

อายุ 1 – 5 ปี

< 40 ครั้ง/นาที หากเกิน 40 ครั้ง/นาที ถือว่าผิดปกติ

อายุ 5 – 15 ปี

15-25 ครั้ง/นาที หากเกิน 30 ครั้ง/นาที ถือว่าผิดปกติ

โอกาสหายจากโรค

พบว่า 80% ของผู้ป่วยอาการหายไปหรือสงบลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น โดยส่วนมากอาการมักเริ่มดีขึ้นตั้งแต่อายุประมาณ 6 ปี เนื่องจากหลอดลมมีขนาดโตขึ้น แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจกลับมีอาการใหม่เมื่ออายุมากกว่า 45 ปี ได้ประมาณ 20%

รายที่มักไม่หายขาด ได้แก่

เด็กที่มีโอกาสเป็นโรคหืดจนโตมักจะเป็นเด็กกลุ่มที่มีอาการของโรคภูมิแพ้ อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แพ้อากาศ ผื่นผิวหนังจากการแพ้ ผู้ที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคภูมิแพ้ บิดามารดาเป็นโรคหืด ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษา และควบคุมโรคอย่างเหมาะสมกับความรุนแรงของโรคโดยต่อเนื่อง

การรักษาโรคหืด

การรักษาโรคหืดประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ที่ เป็นสาเหตุของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย โดยจะทราบจากผลการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง เมื่อพบว่าแพ้สิ่งใด ควรหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นด้วยวิธีการต่างๆ ตามคำแนะนำนของแพทย์

2. การใช้ยา ใช้แตกต่างกันตามระดับความรุนแรงของโรค โดยยาที่ใช้จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

2.1 ยาที่ใช้เฉพาะเมื่ออาการกำเริบ โดยยาจะช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก ไอ เช่น

ยาขยายหลอดลมชนิด Beta 2 agonists ที่ออกฤทธิ์สั้น มีทั้งแบบสูด พ่น แบบกิน (เม็ดและน้ำ) และแบบฉีด ซึ่งยาสูดพ่นจะออกฤทธิ์เร็ว และมีฤทธิ์ข้างเคียงต่ำกว่ายาชนิดอื่น มีความปลอดภัยสูง ใช้ได้แม้ในเด็กเล็ก ยาจะออกฤทธิ์อยู่ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง

ยากลุ่ม anticholinergic เป็นยาสูดพ่นออกฤทธิ์ขยายหลอดลม มักใช้ร่วมกับยา Beta 2 agoniats ที่ออกฤทธิ์สั้น ในรายที่อาการรุนแรง

2.2 ยาที่ใช้ประจำเพื่อควบคุมโรคให้สงบ เพื่อป้องกันและลดอัตราความรุนแรงของการกำเริบของโรค ยากลุ่มนี้ เช่น

สเตียรอยด์ (steroid) เป็นยาในกลุ่มควบคุมโรคที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด นำมาใช้ในรายที่มีอาการต่อเนื่องทุกระดับความรุนแรงของโรค มีทั้งแบบพ่นสูด กิน ฉีด โดยยาจะออกฤทธิ์ลดการอักเสบและลดความไวต่อสิ่งกระตุ้นของหลอดลม ทำให้สมรรถภาพการทำงานของปอดเพิ่มขึ้น ลดอาการความถี่ และความรุนแรงของโรค ซึ่งการใช้ สเตียรอยด์นี้ในรูปแบบของยาพ่น จะให้ความปลอดภัยสูงกว่าชนิดกินและชนิดฉีด เนื่องจากปริมาณยาที่ใช้ในยาพ่นมีน้อยมาก แม้ในเด็กเล็กก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในขนาดยาที่แพทย์สั่ง

ส่วนการใช้สเตียรอยด์ชนิดกินและฉีดจะใช้เมื่อเป็นมากเท่านั้น เพราะหากใช้ต่อเนื่องจะมีผลเสียต่อร่างกาย เช่น กดการเจริญเติบโต เป็นเบาหวาน, กระดูกผุ, แผลในกระเพาะอาหาร, ต้อกระจก, ต้อหิน, ความดันโลหิตสูง, บวมน้ำ, กดภูมิต้านทาน

ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์ยาว 12 ชั่วโมง โดยใช้ร่วมกับยาพ่นสเตียรอยด์ พบว่าทำให้อาการของโรคดีขึ้น, ลดการกำเริบของโรค, สมรรถภาพการทำงานของปอดเพิ่มขึ้น, ทำให้ไต้องเพิ่มยาพ่นสเตียรอยด์ให้สูงขึ้น, ปัจจุบันจึงมีการรวมยาทั้งสองชนิดไว้ในกระบอกยาสูดเดียวกัน เพื่อความสะดวกของผู้ป่วย, และทำให้ค่ายาถูกลงกว่าการแยกยาทั้งสองออกเป็นสองกระบอก โดยผลต่อผู้ป่วยคงเดิม

ยานี้ยังมีในรูปแบบยาเดี่ยวที่ไม่ผสมกับสเตียรอยด์ มีทั้งยาพ่น ยาเม็ดและยาน้ำ ไว้ใช้ในการป้องกันการหอบหลังออกกำลังกาย เหมาะกับเด็กที่ต้องไปออกกำลังกายที่โรงเรียน โดยสามารถพ่นยาจากบ้านตอนเช้า ยาจะออกฤทธิ์ได้จนถึงช่วงเย็น, และใช้ควบคุมอาการของโรคในรายที่มักมีอาการหอบกำเริบช่วงกลางคืน

ยากลุ่ม leukotriene modifier ยากลุ่มนี้สามารถขยายหลอดลมได้เล็กน้อย ช่วยลดอาการของโรค ทำให้สมรรถภาพปอดเพิ่มขึ้น และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบอย่างอ่อนๆ นิยมนำมาใช้ในการควบคุมโรคหืดในเด็ก โดยเฉพาะรายที่ไม่สะดวกเรื่องการพ่นยาและมีอาการไม่รุนแรงนัก ข้อดีของยากลุ่มนี้คือมีความปลอดภัยสูงและใช้สะดวก เนื่องจากเป็นยากิน ข้อเสีย คือราคาแพง

Sodium cromoglycate เป็นยาพ่นที่อ่อนกว่ายาพ่นสเตียรอยด์ ทั้งในแง่การควบคุมอาการ, การลดความไวผิดปกติของหลอดลม, การเพิ่มสมรรถภาพของปอด แต่ยานี้มีข้อดีในแง่ความปลอดภัยสูง ข้อเสียคือต้องใช้ยาวันละหลายครั้ง

Methylxanthines เป็นยากินโดยมักใช้ชนิดออกฤทธิ์ยาวที่กินวันละ 2 เวลา มักใช้ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง หรือใช้ร่วมกับยาสูดพ่นสเตียรอยด์ ข้อดีคือ มีราคาถูก ข้อเสียคือ การดูดซึมยาไม่ค่อยแน่นอน หากได้ยาเกินขนาดอาจเกิดผลเสีย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ในสั่น ชัก

การเลือกใช้ยาชนิดต่างๆ จะขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรค และความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ ปัจจุบันแพทย์นิยมใช้ยาชนิดพ่นมากกว่ายาชนิดกิน เนื่องจากปริมาณยาที่เข้าสู่ร่างกายน้อยกว่า และเข้าถึงอวัยวะที่ต้องการได้โดยตรงทันที ยาพ่นจึงมีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูงกว่ายากินชนิดเดียวกันเสมอ

3. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy) เป็น การปรับเปลี่ยนสภาวะภูมิต้านทานของผู้ป่วยที่เคยแพ้ต่อสารใดๆ ให้แพ้ลดลงจนถึงไม่มีอาการเมื่อสูดหายใจ เอาสารนั้นเข้าไปอีกในภายหลัง ทำให้โรคดีขึ้น ลดการใช้ยาต่างๆ ลงได้ ส่วนใหญ่มักเริ่มในเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพทั่วไปด้วย เช่น หลีกเลี่ยงจากมลพิษต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสียรถยนต์ ควันธูป ก๊าซโอโซน, ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ, ออกกำลังกายตามความเหมาะสม โดยอาจใช้ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้นพ่นก่อนออกกำลัง 15 นาที หากไม่สบาย เช่น เป็นหวัด ควรรีบรักษาอย่าปล่อยให้เป็นนาน

โรคหืด ผลกระทบมากกว่าที่คิด

หากผู้ป่วยโรคหืด ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะเกิดผลกระทบหลายด้านตามมา เช่น

อาการของโรคอาจรบกวนการทำงาน การเล่นกีฬา การเรียน ทำให้ขาดเรียน ขาดสมาธิในการเรียน รบกวนกิจวัตรประจำวัน งานอดิเรก การนอน หากป่วยเรื้อรังมาตลอด จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาการ พฤติกรรม การใช้ชีวิต

ผู้ป่วยจะมีความวิตกกังวลต่อโรค กลัวว่าอาการจะกำเริบ เนื่องจากเคยประสบมาก่อน และทราบว่าเมื่ออาการกำเริบขึ้นมานั้น ตนทนทุกข์ทรมานเพียงใด ในผู้ป่วยที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น อาจทำให้ขาดความมั่นใจ อายเวลาอาการกำเริบ รู้สึกแตกต่างจากเพื่อน ไม่สามารถที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนคนวัยเดียวกัน

ผลกระทบต่อครอบครัว มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันในครอบครัว เช่น การเล่นกีฬา สันทนาการ การท่องเที่ยว อาจพบปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว เช่น พ่อแม่ต้องเอาใจใส่ผู้ป่วยมากกว่าพี่น้อง ทำให้พี่น้องไม่พอใจหรือพ่อแม่อาจกังวลใจกับอาการของผู้ป่วยจนทำให้บรรยากาศ ในครอบครัวไม่มีความสุข

ปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าไม่ควบคุมโรคให้สงบ อาการจะกำเริบบ่อย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลขณะอาการกำเริบ จะสูงกว่าการควบคุมตอนโรคสงบ ทั้งยังอาจทำให้พ่อแม่ขาดงาน ขาดรายได้ระหว่างที่ต้องอยู่ดูแลผู้ป่วยด้วย

ปัญหาที่พบในการรักษาโรคหอบหืด

การขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการเกิดโรค ไม่เห็นความสำคัญของการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นต้นเหตุของโรค และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่างๆ ไม่เห็นความสำคัญของการใช้ยาเพื่อรักษาการอักเสบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มักใช้เพียงยาขยายหลอดลมเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น ทำให้สภาพภายในหลอดลมเสื่อมลงเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อเกิดเป็นแผลเป็นขึ้นเป็นจำนวนมากแล้ว ก็ไม่มีวิธีใดที่จะแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา โดยเฉพาะยาพ่น โดยส่วนมากมักเข้าใจผิดว่า ผู้ที่ต้องใช้ยาพ่นแปลว่าอาการเป็นมากแล้ว ทำให้ปฏิเสธการใช้ยาตั้งแต่โรคอยู่ในระยะไม่รุนแรงมาก จริงๆ แล้วสามารถรักษาได้ผลดีกว่ารอใช้ยาเมื่ออาการเป็นมากเกินกว่ายาจะควบคุมได้ เสียอีก และบางรายยังมีความเชื่อที่ผิดๆ ว่าการใช้ยาพ่นจะทำให้เกิดการติดยาได้ จึงปฏิเสธ ไม่ยอมใช้ยาพ่น ทำให้เด็กบางรายที่เป็นโรคหืด มีอาการกำเริบบ่อยและรุนแรงขึ้น บางรายถึงกับเป็นโรคหืดไปจนโต

ทำไมต้องรักษาโรคหืด

เพื่อควบคุมให้อาการกำเริบน้อยที่สุด ผู้ป่วยสามารถร่วมกิจกรรมประจำวันและการออกกำลังกายได้ปกติที่สุดเท่าที่จะ ทำได้, ใช้ยาให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น, ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุด

ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำให้เป็นจริงได้ ถ้ามีความร่วมมืออันดีระหว่างแพทย์ผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสารดวงใจพ่อแม่

ท้องลาย? เรื่องกังวลของคุณแม่

คุณแม่ทั้งหลายอย่าเพิ่งกังวลไปนะคะ ?เพราะ?ถึง?ท้องที่?แตกลาย?จะ?กลาย?เป็น?แผล?เป็น?ที่รักษา?ไม่?หาย? ?แต่?ถ้า?ดู?แลตัวเอง?ให้?ดี?ใน?ช่วงที่ตั้งท้องก็?จะ?ช่วย?ให้?คุณแม่?ยัง? เป็น?เจ้าของผิวสวยไร้ริ้วรอย?ได้?ไม่?ยาก? ?เรียกว่าบางคน?ใส่?บิกินีอวดหุ่นโชว์ผิว?ได้?ไม่?ผิด?กับ?ตอนสาวๆ? ?เชียวล่ะ

ช่วงตั้งท้อง?

ส่วน?ใหญ่?อาการที่ผิวบริ?เวณหน้าท้องของคุณแม่?จะ?เริ่มแตก?นั้น?ก็?จะ? เป็น?ที่ช่วงที่ท้องเริ่มขยาย?ใหญ่?มากขึ้น? ?ใน?ช่วงประมาณเดือนที่? 5 ?เป็น?ต้นไปค่ะ? ?ซึ่ง?ถ้า?คุณแม่ดู?แลตัวเองตามคำ?แนะนำ?ของอานักต่อไปนี้ก็?จะ?ช่วย?บรรเทา ?หรือ?ลดรอยแตกลายที่?เกิดขึ้น?ได้

น้ำ?หนักขึ้นพอเหมาะ?

เท่า?ที่?ได้?ข้อมูลมาพบว่าน้ำ?หนักของคุณแม่ที่ควรเพิ่มตลอดการตั้ง ครรภ์?จะ?อยู่?ที่ประมาณ? 12-15 ?กิ?โลกรัมค่ะ? ?ตรงนี้อานักว่าคุณแม่ทุกท่านคงพอ?จะ?ทราบดี?กัน?อยู่?แล้ว? ?จุดสำ?คัญก็คือควร?ให้?น้ำ?หนักขึ้นอย่างค่อย?เป็น?ค่อยไป? (ไตรมาสที่? 1 ?ประมาณ? 1.5 – 2 ?กิ?โลกรัม? ?ไตรมาสที่? 2 ?ประมาณ? 5-7 ?กิ?โลกรัม? ?ไตรมาสสุดท้ายประมาณ? 4 ?กิ?โลกรัม) ?ที่บอกอย่างนี้ก็?เพราะ?ถ้า?น้ำ?หนักขึ้นมากๆ? ?ก็?จะ?ทำ?ให้?ผิวหนังยืดตัวมากอย่างรวด?เร็ว?ซึ่ง?จะ?ส่งผล?ให้?ผิวหนัง ชั้น?ใน?เกิดแยกตัวขาด?จาก?กัน?ทำ?ให้?เกิดเส้นแดงๆ? ?ขึ้นที่หน้าท้อง?ได้?นั่นเอง

บำ?รุงผิว?ให้?ชุ่มชื่น?

สา?เหตุของผิวแตกลายอีกอย่างก็คือการที่ผิวแห้ง? ?ขาด?ความ?ชุ่มชื้นค่ะ? ?เพราะ?ฉะ?นั้น?การเติม?ความ?ชุ่มชื้น?ให้?ผิว?ด้วย?โลชั่น? ?ครีมบำ?รุง? ?เบบี้ออยล์? ?ก็?จะ?ช่วย?ลด?ความ?แห้งตึง? ?คัน? ?ให้?กับ?ผิวบางๆ? ?ที่หน้าท้อง?ได้?ค่ะ? ?ถ้า?จะ?ให้?ดีคุณพ่อควร?ช่วย?ทาครีมที่ท้อง?ให้?คุณแม่?จะ?ได้?ทั่ว?แถม? ด้วย?นวดหลังนวดไหล่อีกสักหน่อยคราวนี้?ได้?ทั้ง?ผิวสวยสบายตัวไปพร้อม?กัน? เลย? ?ดี?ไหมคะ

นอก?จาก?นั้น?คุณแม่ก็ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำ?อุ่นจัด? ?รวม?ถึง?ควรเลือก?ใช้?สบู่ที่มี?ความ?เป็น?กลางเพื่อ?ช่วย?ถนอมผิวอีกทาง หนึ่ง?ด้วย?ไงคะ

หลังคลอด?

หลังคลอด?ใหม่ๆ? ?คุณแม่อาจ?จะ?กลุ้มใจ?กับ?หน้าท้องหย่อนๆ? ?และ?รอยแตกลายที่?เป็น?เหมือนร่องรอยประสบการณ์ของการ?เป็น?คุณแม่? ( 90 % ?ของคุณแม่ท้อง?ส่วน?ใหญ่?จะ?มีรอยแตกลายที่ท้องแต่?จะ?มาก?หรือ?น้อย?เท่า? นั้น?เองค่ะ) ?นอก?จาก?จะ?ทาครีม?หรือ?โลชั่นเพื่อบำ?รุงผิวตามปกติ?แล้ว? ?คุณแม่ลองทำ?ตามคำ?แนะนำ?ของอานักต่อไปดูค่ะ

ออกกำ?ลังกาย?

หลังคลอดประมาณ? 1-1.5 ?เดือนคุณแม่ก็?เริ่มออกกำ?ลังกายบริ?เวณหน้าท้อง? ?ด้วย?ท่า? Sit Up ?เพื่อ?ให้?กล้ามเนื้อกระชับ? ?ผิวของคุณแม่ก็?จะ?กลับสู่สภาพเดิม?ได้?เร็ว?ขึ้นอีกทางหนึ่งค่ะ

ทานอาหารบำ?รุงผิว?

อีกวิธีง่ายๆ? ?ที่?จะ?ช่วย?ให้?ผิวกลับมาสดใสก็คือ? ?การกินผักสด? ?ผลไม้? ?ซึ่ง?อุดมไป?ด้วย?วิตามินต่างๆ? ?ไม่?ว่า?จะ?เป็น?วิตามินเอ? ?ซี? ?ฯลฯ? ?ที่?จะ?ช่วย?ฟื้นฟูบำ?รุงผิวพรรณของคุณแม่?ให้?แข็งแรงสดใส?ทั้ง?ตัว?จาก? ภาย?ใน?กัน?เลยที?เดียว

คราวนี้คุณแม่คงพอ?จะ?ได้?ไอเดียรับมือ?กับ?ริ้วรอย? (ท้อง) ?แตกลายที่มากวนตัวกวนใจ?กัน?แล้ว? ?ถ้า?ไม่?มีริ้วรอยมา?เยือนก็นับว่า?โชคดี?ไป? ?แต่?ถึง?จะ?มีบ้างก็อย่า?เครียดไปเลย? ?รอยจางๆ? ?ที่ท้อง?กับ?คุณแม่นี่??.?เรื่องธรรมชาติค่ะ

ที่มาผิวแตกลาย?

เกิด?จาก?การที่ผิวยืดขยายเกินขีด?ความ?ยืนหยุ่น? ?จนทำ?ให้?ผิวหนังชั้น?ใน?เกิดการฉีกขาด? ?เกิด?เป็น?สี?แดงจางๆ? ?บางครั้งก็มีอาการคันร่วม?ด้วย? ?นอก?จาก?นั้น?ยัง?เป็น?ผลมาก?จาก?ฮอร์?โมนที่ปรับเปลี่ยนไป?ใน?ระหว่างตั้ง ครรภ์? ?รอยนี้?จะ?เริ่มลดน้อย?และ?จางลงเหลือรอยเส้นสีขาวๆ? ?ใน?ช่วงสัปดาห์?แรกหลังคลอด

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก



ชี้ไทยผ่าคลอดสูง ลูกเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้

แพทย์สูติฯเตือนหญิง เลือกวิธีผ่าคลอด ส่งผลลูกมีเปอร์เซ็นต์เป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด และโรคอื่นๆ สูงมากกว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติ เหตุเด็กไม่ได้รับแบคทีเรียสร้างภูมิคุ้มกันที่อยู่ตรงช่องคลอด เมื่อแรกเกิด

ในการเสวนาเรื่อง? ?วิธีการคลอดกับผลกระทบสุขภาพเด็กแรกเกิด? จัดโดยบริษัทเนสเลย์ ประเทศไทย จำกัด? รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์? ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล? กล่าวว่า ปัจจุบันอัตราการผ่าคลอดของหญิงตั้งครรภ์เพิ่มสูงขึ้นทุกปี? ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกันทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีอัตราการผ่าคลอดเพิ่มขึ้นทุกปี? โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งจากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2533 มีอัตราผ่าคลอดอยู่ที่ร้อยละ 38.55แต่ในปี? 2549 เพิ่มเป็นร้อยละ 51.45 และเชื่อว่าปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 80-90 แล้ว

เมื่อดูอัตราการผ่าคลอดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่มีอัตราการคลอดอันดับต้นๆ ของประเทศ? อาทิ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลศิริราช? ในปี? 2550-2551 มีอัตราผ่าคลอดอยู่ที่ร้อยละ 30 เฉพาะในส่วนโรงพยาบาลราชวิถี พบว่าเป็นการผ่าคลอดหญิงตั้งครรภ์ครั้งแรก ขณะ ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์พบว่ามีอัตราผ่าคลอดเพิ่มสูงเช่นกัน? อยู่ที่ร้อยละ 36-37 อัตราการผ่าคลอดที่เพิ่มสูงขึ้น เกินกว่าอัตราเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้แค่? 10%

รศ.นพ.วิทยากล่าวว่า อัตราการผ่าสูงมากในปัจจุบัน ทำให้คาดการณ์ได้ว่าในอีก?? 10-20? ปีข้างหน้านี้?? ประเทศไทยจะมีเยาวชนและวัยรุ่นที่ไม่แข็งแรง และเป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืดจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ส่วนเด็กต่างจังหวัดที่คลอดเองตามธรรมชาติจะแข็งแรงกว่า เนื่องจากได้รับเชื้อแบคทีเรียช่วงคลอดตามธรรมชาติจากช่องคลอดของแม่ ซึ่งแบคทีเรียดังกล่าวเป็นแบคทีเรียที่ดี? ช่วยในสร้างภูมิกันโรคให้กับทารก? เป็นภูมิต้านทานแรกเกิด? ต่างจากการผ่าตัดหน้าท้องซึ่งทำให้เด็กไม่ได้รับ

ขณะที่ รศ.นพ.สรายุทธ? สภาพรรณชาติ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์? คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากงานวิจัยศึกษาพบว่า? ร้อยละ? 70 ของเด็กที่ผ่าคลอดจะป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ ต่างจากเด็กที่แม่คลอดเองตามธรรมชาติ อีกทั้งยังมีรายงานการศึกษาโรคภูมิแพ้ระหว่างเด็กโรงเรียนเอกชนใน กทม. กับเด็กในโรงเรียนต่างจังหวัด พบว่า เด็กโรงเรียนเอกชนใน กทม.เป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าเด็กในโรงเรียนต่างจังหวัด ที่มีโอกาสสัมผัสดินทรายและเล่นกลางแจ้ง ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก



ภาพประกอบอินเทอร์เน็ต

คอร์สออกกำลังกาย แม่ตั้งครรภ์

Filed under: แ้ม่และเด็ก — Tags: , — admin @ 11:14 pm October 29, 2008

คอร์สออกกำลังกาย แม่ตั้งครรภ์

Class for Fit Mom
การออกกำลังกายสำหรับแม่ตั้งครรภ์ได้มากกว่าร่างกายแข็งแรง ประโยชน์ที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้รับมากกว่าคนทั่วไปคือ เมื่อออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้คุณแม่แข็งแรง ผ่อนคลายความปวดเมื่อยระหว่างตั้งครรภ์ และที่สำคัญช่วยให้คลอดง่ายได้อีกด้วย

การออกกำลังกายที่ถูกกล่าวถึงเสมอๆ ว่าเหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์ก็คือ โยคะและว่ายน้ำ ทั้งสองชนิดนี้ Modern Mom อย่างคุณลอร่า วัฒนกุล คอนเฟิร์มเชียวค่ะว่า ?ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงตลอดการตั้งครรภ์และคลอดง่าย? ก็แม่ท้องไม่ใช่คนป่วยจะให้นอนเฉยๆ ไม่ออกกำลังกายเลย จะยิ่งทำให้ป่วยนะคะ

 Calm Down with Yoga

?โยคะ? เป็นการอออกกำลังกายที่คุณแม่สามารถทำได้ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนท้องแก่ใกล้คลอดค่ะ เพราะด้วยท่าทางโยคะที่นุ่มนวล เน้นการยืดขยายกล้ามเนื้อ ไม่กระโดด โลดโผน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและเพิ่มความกระชับได้ดีทีเดียว

 คลาสโยคะสไตล์ธรรมชาติ

คลาสออกกำลังกายสำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่ศูนย์ ธรรมชาติบำบัด บัลวี เน้นการบริหารร่างกาย เพื่อช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ค่ะ ที่นี่จะมีเทรนเนอร์คอยดูแลด้านกายภาพให้คุณแม่ โดยให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ในแต่ละเดือน เพื่อให้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

Accessories : ห้องสตูดิโอโยคะ และอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับแม่ตั้งครรภ์
More Information : บัลวี ศูนย์ธรรมชาติบำบัด โทร. 0 2615 8822 / www.balavi.com
Remark : ที่บัลวีมี Balavi Fitness ซึ่งมีอุปกรณ์ออกำลังกายครบชุด, ฟลอร์แอโรบิค, ระบบวารีบำบัด, บริการนวดสัมผัสคลายเครียด และมีห้องอาหาร ?ครัวธรรมชาติ? ปรุงด้วยอาหารปลอดสารพิษไว้บริการ

 Prenatal classes

คลาสโยคะที่ Pilates Studio จัดเตรียมเพื่อคุณแม่ตั้งครรภ์โดยเฉพาะ ด้วยลักษณะการออกกำลังกายที่เน้นให้คุณแม่ได้ยืดเหยียดกล้ามเนื้อซึ่งเป็น การออกกำลังไม่หนักเกินไป เพราะการเคลื่อนไหวของคุณแม่ช่วงนี้สำคัญ จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลการออกกำลังกาย ทุกอิริยาบถล้วนสำคัญกับลูกในท้อง การสอนที่มีครูแนะนำอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณแม่ได้รับประโยชน์จากท่าโยคะอย่างเต็มที่

Accessories : ห้องสตูดิโอมีอุปกรณ์สำหรับคุณแม่ ทั้งเสื่อรอง ผ้าเช็ดตัว และอุปกรณ์สำหรับออกกำลัง ห้องอาบน้ำ และตู้ล็อกเกอร์
More Information : เพลินจิตสตูดิโอ โทรศัพท์ 0 2650 7797 www.pilates.co.th
Remark : นอกจากนี้ยังมีคอร์ส Mom and Me คอร์สออกกำลังกายสำหรับคุณแม่และเบบี๋ตัวน้อย ได้ออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันด้วย

 Place for Yoga

โยคะเป็นกีฬาที่คุณแม่สามารถทำที่บ้านได้นะคะ หากคุณแม่จำท่าโยคะได้ และสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่ต้องใช้ความระมัดระวัง แล้วระหว่างทำควรมีคุณพ่อหรือคนอยู่ด้วย เพื่อช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เรียกว่าไม่ต้องใช้ห้องสตูดิโอทุกครั้ง ใช้พื้นบ้านและปูผ้ารองเพื่อช่วยลดแรงกระแทก เท่านี้ก็ออกกำลังกายได้แล้วค่ะ

 Benefit from Yoga Class

+ ฝึกสมาธิ ผ่อนคลาย จิตใจสงบ และช่วยฝึกการหายใจ แล้วการกำหนดลมหายใจเข้าออกนี่เอง ที่เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของแม่เมื่อเจ็บท้องใกล้คลอด

+ ด้วยท่าโยคะที่เน้นการยืดเหยียดเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ จะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากสรีระที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปได้ค่ะ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้ปวดหลัง เมื่อยเนื้อตัวได้

+ ท่าโยคะช่วยให้คลอดง่ายหากทำเป็นประจำ เช่น ท่าขยายอุ้งเชิงกราน

 Cool & Fresh with Swimming

หากเคยเป็นเงือกสาวเจ้าสระสมัยยังไม่ตั้ง ครรภ์ ท้องแล้วใยต้องเก็บชุดว่ายน้ำเข้ากรุเสียเมื่อไหร่ จริงๆ ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ก็ใช่ว่าคุณแม่จะลืมตัวว่ายไปกลับหลายๆ รอบเช่นเดิมได้นะคะ ว่ายแบบไม่ยั้งแบบนี้เสี่ยงเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

 Aqua Maternity Program

โปรแกรมการออกกำลังกายในน้ำ (Aquatic Exercise) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของนักสรีรวิทยา ที่ได้รับประกาศนียบัตรจาก Aquatic Exercise Association (AEA) ลักษณะการออกกำลังที่เน้นให้ร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะการระบบไหลเวียนเลือด ความยืดหยุ่นของร่างกาย และการหายใจ
คุณแม่แต่ละท่านจะมีโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะกับอายุครรภ์ ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงโปรแกรมตลอดระยะเวลาที่ออกกำลังกาย เพื่อให้คุณแม่ได้รับประโยชน์ในแต่ละครรภ์ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน

Accessories : สระว่ายน้ำในร่ม, ห้องสปา, ห้องสตีม, ห้องซาวน์น่า,ห้องสตูดิโอ ,ล็อกเกอร์เก็บอุปกรณ์ส่วนตัว
Information : บริษัท อะควาฟิตเนส ถนนจันทน์ ซอยสาธุประดิษฐ์ 20 โทร. 0 2211 7217 www.aquafitness.co.th
Remark : มีโปรแกรมออกกำลังในน้ำสำหรับเด็กเล็กไว้บริการด้วย

 Pregnancy Hydrotherapy Class

เป็นคลาสการออกกำลังกายในน้ำสำหรับคนท้อง เพื่อการผ่อนคลายและบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยจะรับคุณแม่อายุครรภ์ 4-8 เดือนที่ปรึกษาสูติแพทย์แล้วว่า ไม่มีปัญหาสุขภาพ มาบริหารร่างกายในสระน้ำธาราบำบัดโดยการแนะนำของด้านสรีระวิทยาและนักกายภาพ บำบัด เพื่อให้คุณแม่ได้บริหารร่างกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อสะโพกและเข่า? รวมถึงมีการนวดตัวด้วยกระแสน้ำวน เพื่อความผ่อนคลายบายตัวอีกด้วย

Accessories : สระว่ายน้ำในร่มควบคุมอุณหภูมิด้วยคอมพิวเตอร์ ,ห้องสตีม, ห้องซาวน์น่า,ล็อกเกอร์เก็บอุปกรณ์ส่วนตัว
Information :? แผนกธาราบำบัด โรงพยาบาลศิครินทร์ ถ.ศรีนครินทร์ บางนา โทร. 0 2366 9900 ต่อ 1311 http://www.sikarin.com/
Remark : สามารถเลือกออกกำลังกายได้ตามความสะดวกเป็นครั้งๆ และเลือกแบบส่วนตัวหรือร่วมกลุ่มมาพร้อมกัน ควรจองวันเวลาที่จะเข้ามาใช้บริการล่วงหน้า

 Place for swimming

สระว่ายน้ำที่คุณแม่สามารถขอคำแนะนำในการว่าย น้ำช่วงตั้งครรภ์นั้น แนะนำว่าควรว่ายที่สระน้ำที่สะอาด มีระบบการไหลเวียนน้ำที่ดี หรือเลือกที่ใช้ระบบโอโซน เกลือทะเล ในการฆ่าเชื้อ รวมถึงสระนั้นมีเจ้าหน้าที่ประจำสระคอยดูแลให้ความช่วยเหลือคุณแม่อยู่ด้วย ค่ะ

 Benefit from Swimming Pool

+ ด้วยสภาวะไร้น้ำหนักเมื่อคนเราอยู่ในน้ำ การที่คุณแม่ลงน้ำจะช่วยลดการแบกรับน้ำหนักตัวไปได้ถึง 90 % เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดแรงกระแทกที่ข้อต่อ และช่วยถนอมกล้ามเนื้อ

+ น้ำเปรียบเหมือนแอร์แบ็คที่ช่วยรองรับน้ำหนักได้ดีค่ะ แล้วแรงดันของน้ำจะช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนของระบบเลือดดีขึ้น มีส่วนช่วยลดอาการบวมน้ำตามมือและเท้า

+ กระตุ้นและเสริมสร้างให้การทำงานของระบบหายใจ เพราะเมื่อคุณแม่อยู่ในน้ำต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติ การหายใจเข้าออกลึกๆ นี่ล่ะค่ะ จะเป็นประโยชน์กับคุณแม่ยามใกล้คลอด

และสุดท้ายทุกครั้งที่ได้สัมผัสด้วยธรรมชาติของน้ำจะสร้างความรู้สึกสด ชื่น ผ่อนคลาย ยิ่งคุณพ่อลงไปว่ายน้ำด้วยก็จะเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอย่างหนึ่ง เลยทีเดียว

 Concern 

+ เลี่ยงการออกกำลังกายแบบที่ต้องกระโดดโลดเต้นรุนแรง เพราะอาจจะเกิดอันตรายกับลูกและคุณแม่ได้รับอุบัติเหตุได้ง่าย

+ เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาสูติแพทย์ก่อนว่าการออกกำลังกายที่เลือก ไม่มีอันตรายกับสุขภาพของตัวคุณแม่แลลูกในครรภ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
นิตยสารรักลูก โดย ดอลลี่

ปอดบวมในเด็กเล็ก

ปอดบวมในเด็กเล็ก

การ เสียชีวิตของน้องโฟร์โมสต์ วัย 1 ปี 8 เดือน ด้วยโรคปอดบวม ซึ่งผลชันสูตรพบว่า ปอดเต็มไปด้วยเชื้อไวรัส คงทำให้คุณพ่อคุณแม่หันมาให้ความสนใจและห่วงใยลูกน้อยมากขึ้น และไม่มองข้ามอันตรายของโรคปอดบวม

พญ.สมฤดี ชัยวีระวัฒนะ กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ บอกว่า สาเหตุของโรคปอดบวมส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งมีทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย แต่ในเด็กเล็กส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียมากที่สุด

เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียในกลุ่มสเตปโตคอคคัส นิวโมเนียอี หรือ ที่รู้จักในชื่อของ ?นิวโมคอคคัส? ปกติจะมีอยู่ในโพรงจมูก ลำคอ หรือบริเวณคอหอยของทุกคน แต่เนื่องจากร่างกายของเรามีภูมิต้านทานคอยป้องกันอยู่ จึงสามารถควบคุมเชื้อไม่ทำให้เกิดโรค แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอลง เชื้อเหล่านี้ก็จะมีการแบ่งตัวมากขึ้น ร่างกายกำจัดเองไม่ไหว ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบอวัยวะต่างๆ

อาการ ของโรคปอดบวมจะสัมพันธ์กับอายุของเด็กรวมถึงชนิดและปริมาณของเชื้อที่ได้รับ และระดับภูมิต้านทานในตัวเด็ก ยิ่งเด็กเล็กมีภูมิต้านทานต่ำ อันตรายก็จะมีมากขึ้น และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี ถ้าลูกน้อยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจเป็นอันตรายรุนแรงต่อตัวเด็ก โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น

ทั้งนี้พบว่าเชื้อกลุ่มสเตปโตคอคคัสนิวโมเนียอี เป็นสาเหตุของโรคปอดบวมในเด็กได้สูงถึงประมาณ 50% โดยเชื้ออาจทำให้เกิดการติดเชื้อในเลือดหรือที่เยื่อหุ้มสมอง หรือที่เรียกว่าโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงที่เรารู้จักกันในชื่อ โรคติดเชื้อไอพีดี

โรค ปอดบวมในเด็กเล็กโดยทั่วไปก็มีอันตรายมากอยู่แล้ว เพราะทำให้เกิดอาการได้ในหลายระบบ ยิ่งเป็นปอดบวมจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดลุกลามรุนแรง หรือโรคไอพีดี ก็ยิ่งอันตรายมาก เพราะปัจจุบันเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคไอพีดีส่วนใหญ่ จะมีอัตราการดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาสูง การรักษาจึงยากขึ้น ทำให้เกิดการลุกลามได้รวดเร็ว มีอาการรุนแรงและมักมีอันตรายต่อชีวิตของเด็กมากกว่าปอดบวมจากเชื้อชนิดอื่น

เด็กที่ป่วยเป็นโรคปอดบวมนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อชนิดใด อาการที่แสดงออกส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกัน คือ มักจะมีไข้ขึ้นสูง

ถ้าเกิดจากกลุ่มของเชื้อไวรัสก็อาจมีน้ำมูก ตาแดง เสียงแหบร่วมด้วย ส่วนกลุ่มแบคทีเรียก็จะมีไข้ขึ้นสูง มีน้ำมูกได้เหมือนกัน และตามด้วยอาการไอ ไอมากขึ้น มีเสมหะ หายใจหอบ อีกอาการที่อาจพบได้ในเด็กเล็ก คือ เด็กจะไอมากจนอาเจียน และมีเสมหะมาก ทำให้ไม่ยอมดื่มนมหรือกินอาหารไม่ได้

นอกจากนี้อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ในเด็กรายที่มีอาการไข้ขึ้นสูงมากๆ อาจจะมีภาวะชักร่วมด้วย หรือในรายที่เด็กไอมากๆ หอบ จนดื่มนมและน้ำไม่ได้ ก็จะเกิดภาวะขาดน้ำ ขาดอาหารตามมา หรือเด็กบางคนไอมาก มีเสมหะหรือหอบจนหายใจไม่ไหว ก็อาจมีภาวะเขียว ขาดออกซิเจน โดยเฉพาะเด็กเล็กค่อนข้างดูอาการได้ลำบาก บอกความรู้สึกเองก็ไม่ได้ ดังนั้นเวลาเจ็บป่วยเด็กจะโยเย งอแง ปฏิเสธการกินมากกว่าปกติ

ดัง นั้นพ่อแม่ที่มีลูกน้อยควรดูแลสุขภาพเด็กให้ดี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงคือ เด็กสุขภาพดีที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่า คือ เด็กที่พ่อแม่ต้องพาไปอยู่เนอร์สเซอรี่หรือสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน เด็กที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคเลือด ม้ามทำงานไม่ดี หรือเด็กที่เป็นหวัดบ่อยๆ เป็นภูมิแพ้

การเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีสำหรับลูก น้อย คือ ให้ลูกน้อยได้กินนมแม่ได้นานที่สุด ไม่ควรให้เด็กเล็กอยู่ในที่แออัด ถ้าเป็นไปได้ก็อย่ารีบส่งลูกไปอยู่เนอร์สเซอรี่ หรือสถานเลี้ยงเด็กกลางวันเร็วเกินไป เพราะโอกาสติดเชื้ออาจมีมากขึ้น รวมถึงการดูแลเรื่องของอาหารให้ปรุงสุก สด สะอาด และให้ครบทั้ง 5 หมู่ สำหรับเด็กที่อยู่กับพี่เลี้ยง ก่อนที่จะรับพี่เลี้ยงเด็กก็ควรพิจารณาถึงสุขลักษณะ ความสะอาด และเช็กสุขภาพของพี่เลี้ยงด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  

คอลัมน์ คุณหมอขอบอก ประจำวันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2551
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

Older Posts »