คอร์สออกกำลังกาย แม่ตั้งครรภ์
October 29, 2008
คอร์สออกกำลังกาย แม่ตั้งครรภ์
Class for Fit Mom
การออกกำลังกายสำหรับแม่ตั้งครรภ์ได้มากกว่าร่างกายแข็งแรง ประโยชน์ที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้รับมากกว่าคนทั่วไปคือ เมื่อออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้คุณแม่แข็งแรง ผ่อนคลายความปวดเมื่อยระหว่างตั้งครรภ์ และที่สำคัญช่วยให้คลอดง่ายได้อีกด้วย
การออกกำลังกายที่ถูกกล่าวถึงเสมอๆ ว่าเหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์ก็คือ โยคะและว่ายน้ำ ทั้งสองชนิดนี้ Modern Mom อย่างคุณลอร่า วัฒนกุล คอนเฟิร์มเชียวค่ะว่า “ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงตลอดการตั้งครรภ์และคลอดง่าย” ก็แม่ท้องไม่ใช่คนป่วยจะให้นอนเฉยๆ ไม่ออกกำลังกายเลย จะยิ่งทำให้ป่วยนะคะ
Calm Down with Yoga
“โยคะ” เป็นการอออกกำลังกายที่คุณแม่สามารถทำได้ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนท้องแก่ใกล้คลอดค่ะ เพราะด้วยท่าทางโยคะที่นุ่มนวล เน้นการยืดขยายกล้ามเนื้อ ไม่กระโดด โลดโผน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและเพิ่มความกระชับได้ดีทีเดียว
คลาสโยคะสไตล์ธรรมชาติ
คลาสออกกำลังกายสำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่ศูนย์ ธรรมชาติบำบัด บัลวี เน้นการบริหารร่างกาย เพื่อช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ค่ะ ที่นี่จะมีเทรนเนอร์คอยดูแลด้านกายภาพให้คุณแม่ โดยให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ในแต่ละเดือน เพื่อให้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
Accessories : ห้องสตูดิโอโยคะ และอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับแม่ตั้งครรภ์
More Information : บัลวี ศูนย์ธรรมชาติบำบัด โทร. 0 2615 8822 / www.balavi.com
Remark : ที่บัลวีมี Balavi Fitness ซึ่งมีอุปกรณ์ออกำลังกายครบชุด, ฟลอร์แอโรบิค, ระบบวารีบำบัด, บริการนวดสัมผัสคลายเครียด และมีห้องอาหาร “ครัวธรรมชาติ” ปรุงด้วยอาหารปลอดสารพิษไว้บริการ
Prenatal classes
คลาสโยคะที่ Pilates Studio จัดเตรียมเพื่อคุณแม่ตั้งครรภ์โดยเฉพาะ ด้วยลักษณะการออกกำลังกายที่เน้นให้คุณแม่ได้ยืดเหยียดกล้ามเนื้อซึ่งเป็น การออกกำลังไม่หนักเกินไป เพราะการเคลื่อนไหวของคุณแม่ช่วงนี้สำคัญ จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลการออกกำลังกาย ทุกอิริยาบถล้วนสำคัญกับลูกในท้อง การสอนที่มีครูแนะนำอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณแม่ได้รับประโยชน์จากท่าโยคะอย่างเต็มที่
Accessories : ห้องสตูดิโอมีอุปกรณ์สำหรับคุณแม่ ทั้งเสื่อรอง ผ้าเช็ดตัว และอุปกรณ์สำหรับออกกำลัง ห้องอาบน้ำ และตู้ล็อกเกอร์
More Information : เพลินจิตสตูดิโอ โทรศัพท์ 0 2650 7797 www.pilates.co.th
Remark : นอกจากนี้ยังมีคอร์ส Mom and Me คอร์สออกกำลังกายสำหรับคุณแม่และเบบี๋ตัวน้อย ได้ออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันด้วย
Place for Yoga
โยคะเป็นกีฬาที่คุณแม่สามารถทำที่บ้านได้นะคะ หากคุณแม่จำท่าโยคะได้ และสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่ต้องใช้ความระมัดระวัง แล้วระหว่างทำควรมีคุณพ่อหรือคนอยู่ด้วย เพื่อช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เรียกว่าไม่ต้องใช้ห้องสตูดิโอทุกครั้ง ใช้พื้นบ้านและปูผ้ารองเพื่อช่วยลดแรงกระแทก เท่านี้ก็ออกกำลังกายได้แล้วค่ะ
Benefit from Yoga Class
+ ฝึกสมาธิ ผ่อนคลาย จิตใจสงบ และช่วยฝึกการหายใจ แล้วการกำหนดลมหายใจเข้าออกนี่เอง ที่เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของแม่เมื่อเจ็บท้องใกล้คลอด
+ ด้วยท่าโยคะที่เน้นการยืดเหยียดเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ จะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากสรีระที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปได้ค่ะ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้ปวดหลัง เมื่อยเนื้อตัวได้
+ ท่าโยคะช่วยให้คลอดง่ายหากทำเป็นประจำ เช่น ท่าขยายอุ้งเชิงกราน
Cool & Fresh with Swimming
หากเคยเป็นเงือกสาวเจ้าสระสมัยยังไม่ตั้ง ครรภ์ ท้องแล้วใยต้องเก็บชุดว่ายน้ำเข้ากรุเสียเมื่อไหร่ จริงๆ ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ก็ใช่ว่าคุณแม่จะลืมตัวว่ายไปกลับหลายๆ รอบเช่นเดิมได้นะคะ ว่ายแบบไม่ยั้งแบบนี้เสี่ยงเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ค่ะ
Aqua Maternity Program
โปรแกรมการออกกำลังกายในน้ำ (Aquatic Exercise) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของนักสรีรวิทยา ที่ได้รับประกาศนียบัตรจาก Aquatic Exercise Association (AEA) ลักษณะการออกกำลังที่เน้นให้ร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะการระบบไหลเวียนเลือด ความยืดหยุ่นของร่างกาย และการหายใจ
คุณแม่แต่ละท่านจะมีโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะกับอายุครรภ์ ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงโปรแกรมตลอดระยะเวลาที่ออกกำลังกาย เพื่อให้คุณแม่ได้รับประโยชน์ในแต่ละครรภ์ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน
Accessories : สระว่ายน้ำในร่ม, ห้องสปา, ห้องสตีม, ห้องซาวน์น่า,ห้องสตูดิโอ ,ล็อกเกอร์เก็บอุปกรณ์ส่วนตัว
Information : บริษัท อะควาฟิตเนส ถนนจันทน์ ซอยสาธุประดิษฐ์ 20 โทร. 0 2211 7217 www.aquafitness.co.th
Remark : มีโปรแกรมออกกำลังในน้ำสำหรับเด็กเล็กไว้บริการด้วย
Pregnancy Hydrotherapy Class
เป็นคลาสการออกกำลังกายในน้ำสำหรับคนท้อง เพื่อการผ่อนคลายและบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยจะรับคุณแม่อายุครรภ์ 4-8 เดือนที่ปรึกษาสูติแพทย์แล้วว่า ไม่มีปัญหาสุขภาพ มาบริหารร่างกายในสระน้ำธาราบำบัดโดยการแนะนำของด้านสรีระวิทยาและนักกายภาพ บำบัด เพื่อให้คุณแม่ได้บริหารร่างกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อสะโพกและเข่า รวมถึงมีการนวดตัวด้วยกระแสน้ำวน เพื่อความผ่อนคลายบายตัวอีกด้วย
Accessories : สระว่ายน้ำในร่มควบคุมอุณหภูมิด้วยคอมพิวเตอร์ ,ห้องสตีม, ห้องซาวน์น่า,ล็อกเกอร์เก็บอุปกรณ์ส่วนตัว
Information : แผนกธาราบำบัด โรงพยาบาลศิครินทร์ ถ.ศรีนครินทร์ บางนา โทร. 0 2366 9900 ต่อ 1311 http://www.sikarin.com/
Remark : สามารถเลือกออกกำลังกายได้ตามความสะดวกเป็นครั้งๆ และเลือกแบบส่วนตัวหรือร่วมกลุ่มมาพร้อมกัน ควรจองวันเวลาที่จะเข้ามาใช้บริการล่วงหน้า
Place for swimming
สระว่ายน้ำที่คุณแม่สามารถขอคำแนะนำในการว่าย น้ำช่วงตั้งครรภ์นั้น แนะนำว่าควรว่ายที่สระน้ำที่สะอาด มีระบบการไหลเวียนน้ำที่ดี หรือเลือกที่ใช้ระบบโอโซน เกลือทะเล ในการฆ่าเชื้อ รวมถึงสระนั้นมีเจ้าหน้าที่ประจำสระคอยดูแลให้ความช่วยเหลือคุณแม่อยู่ด้วย ค่ะ
Benefit from Swimming Pool
+ ด้วยสภาวะไร้น้ำหนักเมื่อคนเราอยู่ในน้ำ การที่คุณแม่ลงน้ำจะช่วยลดการแบกรับน้ำหนักตัวไปได้ถึง 90 % เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดแรงกระแทกที่ข้อต่อ และช่วยถนอมกล้ามเนื้อ
+ น้ำเปรียบเหมือนแอร์แบ็คที่ช่วยรองรับน้ำหนักได้ดีค่ะ แล้วแรงดันของน้ำจะช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนของระบบเลือดดีขึ้น มีส่วนช่วยลดอาการบวมน้ำตามมือและเท้า
+ กระตุ้นและเสริมสร้างให้การทำงานของระบบหายใจ เพราะเมื่อคุณแม่อยู่ในน้ำต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติ การหายใจเข้าออกลึกๆ นี่ล่ะค่ะ จะเป็นประโยชน์กับคุณแม่ยามใกล้คลอด
และสุดท้ายทุกครั้งที่ได้สัมผัสด้วยธรรมชาติของน้ำจะสร้างความรู้สึกสด ชื่น ผ่อนคลาย ยิ่งคุณพ่อลงไปว่ายน้ำด้วยก็จะเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอย่างหนึ่ง เลยทีเดียว
Concern
+ เลี่ยงการออกกำลังกายแบบที่ต้องกระโดดโลดเต้นรุนแรง เพราะอาจจะเกิดอันตรายกับลูกและคุณแม่ได้รับอุบัติเหตุได้ง่าย
+ เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาสูติแพทย์ก่อนว่าการออกกำลังกายที่เลือก ไม่มีอันตรายกับสุขภาพของตัวคุณแม่แลลูกในครรภ์
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
นิตยสารรักลูก โดย ดอลลี่
ปอดบวมในเด็กเล็ก
October 29, 2008
ปอดบวมในเด็กเล็ก
การ เสียชีวิตของน้องโฟร์โมสต์ วัย 1 ปี 8 เดือน ด้วยโรคปอดบวม ซึ่งผลชันสูตรพบว่า ปอดเต็มไปด้วยเชื้อไวรัส คงทำให้คุณพ่อคุณแม่หันมาให้ความสนใจและห่วงใยลูกน้อยมากขึ้น และไม่มองข้ามอันตรายของโรคปอดบวม
พญ.สมฤดี ชัยวีระวัฒนะ กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ บอกว่า สาเหตุของโรคปอดบวมส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งมีทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย แต่ในเด็กเล็กส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียมากที่สุด
เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียในกลุ่มสเตปโตคอคคัส นิวโมเนียอี หรือ ที่รู้จักในชื่อของ “นิวโมคอคคัส” ปกติจะมีอยู่ในโพรงจมูก ลำคอ หรือบริเวณคอหอยของทุกคน แต่เนื่องจากร่างกายของเรามีภูมิต้านทานคอยป้องกันอยู่ จึงสามารถควบคุมเชื้อไม่ทำให้เกิดโรค แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอลง เชื้อเหล่านี้ก็จะมีการแบ่งตัวมากขึ้น ร่างกายกำจัดเองไม่ไหว ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบอวัยวะต่างๆ
อาการ ของโรคปอดบวมจะสัมพันธ์กับอายุของเด็กรวมถึงชนิดและปริมาณของเชื้อที่ได้รับ และระดับภูมิต้านทานในตัวเด็ก ยิ่งเด็กเล็กมีภูมิต้านทานต่ำ อันตรายก็จะมีมากขึ้น และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี ถ้าลูกน้อยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็อาจเป็นอันตรายรุนแรงต่อตัวเด็ก โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น
ทั้งนี้พบว่าเชื้อกลุ่มสเตปโตคอคคัสนิวโมเนียอี เป็นสาเหตุของโรคปอดบวมในเด็กได้สูงถึงประมาณ 50% โดยเชื้ออาจทำให้เกิดการติดเชื้อในเลือดหรือที่เยื่อหุ้มสมอง หรือที่เรียกว่าโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงที่เรารู้จักกันในชื่อ โรคติดเชื้อไอพีดี
โรค ปอดบวมในเด็กเล็กโดยทั่วไปก็มีอันตรายมากอยู่แล้ว เพราะทำให้เกิดอาการได้ในหลายระบบ ยิ่งเป็นปอดบวมจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดลุกลามรุนแรง หรือโรคไอพีดี ก็ยิ่งอันตรายมาก เพราะปัจจุบันเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคไอพีดีส่วนใหญ่ จะมีอัตราการดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาสูง การรักษาจึงยากขึ้น ทำให้เกิดการลุกลามได้รวดเร็ว มีอาการรุนแรงและมักมีอันตรายต่อชีวิตของเด็กมากกว่าปอดบวมจากเชื้อชนิดอื่น
เด็กที่ป่วยเป็นโรคปอดบวมนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อชนิดใด อาการที่แสดงออกส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกัน คือ มักจะมีไข้ขึ้นสูง
ถ้าเกิดจากกลุ่มของเชื้อไวรัสก็อาจมีน้ำมูก ตาแดง เสียงแหบร่วมด้วย ส่วนกลุ่มแบคทีเรียก็จะมีไข้ขึ้นสูง มีน้ำมูกได้เหมือนกัน และตามด้วยอาการไอ ไอมากขึ้น มีเสมหะ หายใจหอบ อีกอาการที่อาจพบได้ในเด็กเล็ก คือ เด็กจะไอมากจนอาเจียน และมีเสมหะมาก ทำให้ไม่ยอมดื่มนมหรือกินอาหารไม่ได้
นอกจากนี้อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ในเด็กรายที่มีอาการไข้ขึ้นสูงมากๆ อาจจะมีภาวะชักร่วมด้วย หรือในรายที่เด็กไอมากๆ หอบ จนดื่มนมและน้ำไม่ได้ ก็จะเกิดภาวะขาดน้ำ ขาดอาหารตามมา หรือเด็กบางคนไอมาก มีเสมหะหรือหอบจนหายใจไม่ไหว ก็อาจมีภาวะเขียว ขาดออกซิเจน โดยเฉพาะเด็กเล็กค่อนข้างดูอาการได้ลำบาก บอกความรู้สึกเองก็ไม่ได้ ดังนั้นเวลาเจ็บป่วยเด็กจะโยเย งอแง ปฏิเสธการกินมากกว่าปกติ
ดัง นั้นพ่อแม่ที่มีลูกน้อยควรดูแลสุขภาพเด็กให้ดี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงคือ เด็กสุขภาพดีที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่า คือ เด็กที่พ่อแม่ต้องพาไปอยู่เนอร์สเซอรี่หรือสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน เด็กที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคเลือด ม้ามทำงานไม่ดี หรือเด็กที่เป็นหวัดบ่อยๆ เป็นภูมิแพ้
การเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีสำหรับลูก น้อย คือ ให้ลูกน้อยได้กินนมแม่ได้นานที่สุด ไม่ควรให้เด็กเล็กอยู่ในที่แออัด ถ้าเป็นไปได้ก็อย่ารีบส่งลูกไปอยู่เนอร์สเซอรี่ หรือสถานเลี้ยงเด็กกลางวันเร็วเกินไป เพราะโอกาสติดเชื้ออาจมีมากขึ้น รวมถึงการดูแลเรื่องของอาหารให้ปรุงสุก สด สะอาด และให้ครบทั้ง 5 หมู่ สำหรับเด็กที่อยู่กับพี่เลี้ยง ก่อนที่จะรับพี่เลี้ยงเด็กก็ควรพิจารณาถึงสุขลักษณะ ความสะอาด และเช็กสุขภาพของพี่เลี้ยงด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คอลัมน์ คุณหมอขอบอก ประจำวันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2551
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
อย่าปิดกั้นคำถามลูก
October 29, 2008
อย่าปิดกั้นคำถามลูก

สําหรับพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ที่ชอบตั้งคำถาม ช่างคิดช่างสงสัย บางครั้งอาจรู้สึกเบื่อหน่าย หรือไม่รู้จะตอบคำถามลูกอย่างไรดี แต่ก็อย่าพึ่งรำคาญหรือเบื่อหน่ายเพราะการที่เด็กช่างคิดช่างสงสัย และช่างถามเป็นสิ่งที่ดีในการเรียนรู้และพัฒนา
ที่สำคัญแม้ว่าในบางคำถาม หรือบางความคิดของลูกอาจไม่ถูกต้องเหมาะสมก็อย่าเพิ่งตำหนิหรือดุว่าลูก เพราะจะเป็นการปิดกั้นความคิดของลูกและทำให้ลูกรู้สึกไม่อยากคิด อยากถาม หรือสื่อสารอะไรกับพ่อแม่ สู้อยู่เฉยๆ ดีกว่าจะได้ไม่โดนดุ จึงทำให้ไม่ชอบแสวงหาความรู้ไม่ชอบคิดอย่างมีเหตุผล คอยแต่รับฟังรับคำสั่ง จึงเชื่ออะไรได้ง่าย คิดไม่เป็น และเมื่อมีปัญหาหรือสงสัยอะไรก็จะไม่ปรึกษากับพ่อแม่
ดังนั้น หากพ่อแม่พบว่าความคิดหรือคำถามของลูกไม่เหมาะสมให้ลองพูดคุยถามเหตุผล และความคิดของลูกเพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดของความคิดและหาทางพูดคุยให้ลูก ได้เรียนรู้ถึงแนวความคิดอื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกเรียนรู้ถึงความคิดและทางเลือกที่หลากหลาย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คอลัมน์ สดจากจิตวิทยา โดย นฤภัค ฤธาทิพย์/กรมสุขภาพจิต
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
สงบสยบเด็ก สกัดลูกก้าวร้าว
October 29, 2008
สงบสยบเด็ก สกัดลูกก้าวร้าว
“มีงานวิจัยพบว่ามีแม่เพียง 20% ใช้ประโยคทางบวกพูดชื่นชมยินดีกับลูก ขณะที่มีถึง 80% พูดคุยกับลูกด้วยประโยคทางลบ เช่น คาดคั้น กล่าวโทษ ว่าร้าย ทำให้เด็กฝังใจ ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเจริญทางวัตถุอบายมุข สิ่งยั่วยุ ล่อตา ล่อใจ ให้เด็กต้องการ ถ้าแม่รู้ไม่เท่าทันปัญหาสังคมจะรุนแรงกว่ากรณีเล่นเกมจีทีเอแล้วไปฆ่าคน เสียอีก”
วิธีการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมอาจจะ เป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กได้ การเลือกใช้คำพูดที่รุนแรงและวิธีการจัดการด้วยความรุนแรงกับเด็กอาจส่งผล ให้เด็กกลายเป็นเด็กก้าวร้าวและทวีความรุนแรงกลายเป็นผู้กระทำผิดในสังคมได้ วิธีจัดการกับพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้จึงจำเป็นต้องถูกวิธี
นายเกียรติยง ประวีณวรกุล นักจิตวิทยา โรงพยาบาลธนบุรี 2 กล่าวถึงปัจจัยที่เด็กเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวว่ามาจากหลายกรณี ได้แก่
1.ความก้าวร้าวอันเกิดจากพฤติกรรมตามวัย
เป็นสัญชาตญาณของเด็กตามช่วงอายุ ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ โดยเฉพาะเด็กในช่วงวัย 2-3 ขวบ ไม่ว่าจะโกรธ โมโห ก็จะแสดงอาการออกมา รวมถึงสภาพอารมณ์ของเด็กในขณะนั้น ซึ่งตัวเด็กอาจจะโกรธ โมโห ไม่พอใจ กับบางอย่าง
2.เด็กที่มีความบกพร่องทางสมอง
ทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรถูกผิด และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เป็นเหตุให้เด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวออกมา
3.ร่างกายของเด็กขาดความสมดุล
เช่น เด็กไม่สบาย เหนื่อย หิวข้าว เป็นต้น ทำให้เด็กเกิดภาวะเสี่ยงที่จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมาให้เห็น เพราะสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์
4.เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวออกมาแล้วได้รับประโยชน์จากพฤติกรรมที่เขาทำ
เช่น เมื่อเด็กอยากได้ของเล่น แต่พ่อแม่ไม่ให้ก็จะลงไปร้องไห้ดิ้นกับพื้นจนกว่าจะได้ของเล่น เมื่อครั้งแรกเขาทำได้ พอครั้งต่อไปเด็กก็จะทำพฤติกรรม แบบนั้นอีก เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาทำแบบนี้แล้วจะได้ในสิ่งที่ต้องการ
5.เด็กก้าวร้าวเนื่องจากการเลียนแบบความรุนแรงจากสภาพแวดล้อมต่างๆ
เช่น เลียนแบบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว เมื่อเห็นพ่อแม่ ทะเลาะกัน ต่อว่ากันด้วยถ้อยคำรุนแรง เลียนแบบจากเพื่อน เช่น เพื่อนๆ พูดคำหยาบที่โรงเรียน หรือจากสื่อต่างๆ ที่นำเสนอการใช้ความรุนแรง
6.จากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม
เช่น การที่พ่อแม่ตามใจลูกเกินไป การปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ลูก หรือการที่เด็กทำผิดแล้วมีการใช้ความรุนแรงลงโทษเด็ก เป็นสาเหตุทำให้เด็กฝังใจและแสดงพฤติกรรมที่รุนแรงตามมา
จากปัจจัยที่ทำให้เด็กก้าวร้าว เหล่านี้ แนวทางป้องกันแก้ไขสำหรับพ่อแม่เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นคือพยายาม หลีกเลี่ยงการกระทำเหล่านี้ต่อเด็ก โดยเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวแสดงออกมา ต้องเข้าใจและยอมรับพฤติกรรมของเด็กก่อนว่า ที่เด็กก้าวร้าวแบบนี้ เพราะเด็กกำลังอารมณ์ไม่ดี หรือเด็กกำลังไม่สบาย และหยุดการกระทำที่ก้าวร้าวของเด็กด้วยท่าทางที่สงบ จากนั้นจึงค่อยๆ สอนเด็กด้วยเหตุและผล พยายามให้เด็กได้คิดว่า เมื่อเด็กทำแบบนี้แล้วผลที่ตามมาคืออะไร ไม่ใช้อารมณ์หรือคำพูดที่รุนแรงในการตักเตือนเด็ก เช่น คำตำหนิ เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกมีปมด้อยมากขึ้น
คุณแม่ลูกชายวัย 6 และ 10 ขวบที่เข้าร่วมกิจกรรมปรับพฤติกรรมก้าวร้าวลูกรักของชมรมครอบครัว มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ครั้งที่แล้ว กล่าวว่า เมื่อก่อนลูกจะเป็นเด็กที่โมโหร้ายมาก มักจะหงุดหงิดง่ายโดยไม่รู้ตัว จนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จึงลองมาร่วมกิจกรรมนี้ดู จากปกติที่ไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมพวกนี้เท่าไหร่ แต่พอได้มาร่วมกิจกรรมนี้ได้นำความรู้และคำแนะนำต่างๆ ที่ได้จากการอบรมไปใช้ ผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจมากและคิดว่ามีประโยชน์สำหรับใครที่ลูกมีพฤติกรรม ก้าวร้าว เพราะปฏิบัติได้จริง จากที่เมื่อก่อนเขาโมโหจะมีอารมณ์รุนแรงมาก แต่พอได้ใช้วิธีที่วิทยากรแนะนำเราก็เปลี่ยนวิธีจัดการกับพฤติกรรม ซึ่งความรุนแรงน้อยลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้นด้วย
สำหรับพ่อแม่ที่มีลูก อายุ 2-6 ขวบ และสนใจเข้าร่วมกิจกรรม “ปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของลูกรัก” เพื่อเสริมความรู้และทักษะในการรับมือและ ปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของลูก…ในวันอาทิตย์ที่ 12, 19, 26 ตุลาคม และ 2 พฤศจิกายน 2551 ที่โรงเรียนเพลินพัฒนา เวลา 08.30-12.00 น. กิจกรรมครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ รับจำนวนจำกัด สมัครได้ที่ชมรมครอบครัวมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทร. 0-2412-0738, 0-2412-9834 www.thaichild rights.org
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
นิทานสร้างความคิดสร้างสรรค์
October 29, 2008
นิทานสร้างความคิดสร้างสรรค์
นิตยสาร Modern mom จัดโครงการลูกฉลาดล้ำด้วย Creativity โดยครั้งนี้เป็นการร่วมแชร์ประสบการณ์ในเรื่อง “การเล่านิทานเพิ่มความคิดสร้างสรรค์” จัดขึ้นที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา งานนี้ได้คุณแม่มือใหม่อย่าง ดาว-อภิสรา นุตยกุล พิธีกรรายการสามสิบยังแจ๋ว และอาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ หัวหน้าสาขาวรรณกรรมเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมแสดงความคิดเห็น และบอกเล่าถึงความสำคัญในการเล่านิทานที่สามารถเสริมเรื่องความคิดสร้าง สรรค์ให้ลูกน้อยได้เป็นอย่างดี
อาจารย์อัจฉรากล่าวว่า คุณพ่อคุณแม่ควรให้คำแนะนำคัดเลือกหนังสือหรือการอ่านให้กับลูก เพราะเด็กจะไม่สามารถรู้ได้ว่าหนังสือเล่มนี้ดีหรือไม่ดี หนังสือที่ดีต้องทำให้ผู้ใหญ่อ่านแล้วรู้สึกชอบ เพราะจะได้ถ่ายทอดหรือบอกต่อกับลูกได้
สำหรับหนังสือนิทานที่เด็กควรอ่าน ในช่วงวัยต่างๆ มีดังนี้
1.วัยแบเบาะ
ควรเป็นนิทานภาพ ทำจากวัสดุต่างๆ ที่ปลอดภัย เขาขยำ กัด ลูบคลำได้ ทนทาน ใช้งานได้นาน สีสันสวยงาม มีลูกเล่นเพื่อหลอกล่อให้เด็กสนใจ รายละเอียดไม่จำเป็นต้องเยอะนัก ในช่วงวัยนี้พ่อแม่ควรอ่านไปพร้อมกับลูก สนุกสนานเหมือนลูก
2.วัย 3-4 ขวบ
หนังสือภาพนิทานทำจากกระดาษ สีสันสวยงาม ศิลปะงดงาม รายละเอียดมีอยู่ในรูปภาพ
3.วัย 5-7 ขวบ
หนังสือภาพแบบให้เด็กพออ่านเองได้ เป็นประโยคสั้นๆ เนื้อหาไม่ยาวเกินความสนใจของเด็ก ความยาวประมาณ 15-20 นาที
4.วัย 8-10 ขวบ
มีเรื่องราวซับซ้อน มีปมซ่อนเงื่อนชวนให้ลูกคิด ในปัจจุบันรูปแบบหนังสือนิทานมีหลายอย่าง มีรายละเอียดน่าสนใจ
ส่วนเทคนิคการเล่านิทานที่เสริมความคิดสร้างสรรค์ไปด้วยนั้น อาจารย์อัจฉราบอกว่าทำได้ง่าย จากวัสดุรอบๆ ตัวเรา เช่น การเล่านิทานจากกระดาษตัดรูปเรขาคณิตที่สร้างเรื่องราวต่างๆ ตามจินตนาการของเด็กได้มากมาย การเล่านิทานที่มีเสียงสูงต่ำ เช่น เรื่องอีเล้งเค้งโค้ง ซึ่งจะหัดให้เด็กออกเสียงตาม ฝึกการสังเกต และเรียนรู้เรื่องอารมณ์ของคนในสังคม การเล่านิทานผ่านเทคนิคการใช้เงา ฯลฯ
นอกจากนี้ วิธีการที่ฝึกให้ลูกเรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัว เช่น ฝึกให้ใกล้ชิดกับคุณตาคุณยาย คุณแม่ ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรก หรือถามว่าเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาลูกได้เจออะไรบ้าง ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ฝึกให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์ ทวนความทรงจำและความคิดสร้างสรรค์ได้ดี
ด้านคุณดาว-อภิสรา นุตยกุล กล่าวว่า เมื่อตอนลูกอายุ 6 เดือน ดาวจะค่อยๆ เรียนรู้และค้นพบในเรื่องต่างๆ ไปพร้อมกับลูก คุณแม่ที่อยู่บ้านตลอดเวลาจะมีเวลาให้ลูกได้มาก แต่สำหรับดาวต้องทำงานจึงต้องปรับเวลาในการดูแลลูก อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่จะต้องเอาใจใส่ ส่วนการเล่านิทานให้ลูกฟังนั้น เด็กๆ จะซึมซับนิทานหรือการอ่านหนัง สือได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะการอ่านนั้นเป็นทักษะที่ต้องฝึกตั้งแต่เด็ก
“เคยมีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญกล่าว ถึงเรื่องเซลล์กระจกเงาไว้ว่า ถ้าเราต้องการให้ลูกเป็นคนอย่างไร คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง หรือนำเขาไปเข้าใกล้สิ่งนั้น เช่น เมื่อต้องการให้ลูกรักหนังสือ คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดอ่าน หรือเก็บหนังสืออย่างทนุถนอม, อยากให้ลูกรักการอ่านหนังสือ ต้องพาเข้าห้องสมุดหรือร้านหนังสือ รักกีฬาก็ต้องพาเข้าสนามกีฬา ซึ่งในที่สุดจะทำให้เขาค้นพบโลกใหม่ที่น่าสนใจ น่าค้นหา เพราะเด็กจะเอาเป็นแบบอย่างโดยการเรียนรู้จากทางสายตา”
โครงการลูกฉลาดล้ำด้วย Creativity ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Modern mom นั้น เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทางนิตยสารจัดทำขึ้นร่วมกับ 10 โรงพยาบาลชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ จนถึงสิ้นปี 2551 คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจร่วมกิจกรรมดังกล่าว สอบถามได้ที่ 0-2913-7555 ต่อ 3124, 3222 วันนี้เป็นต้นไป หรือ www.raklukefamilygroup.com
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
แม่ตั้งท้อง ต้องเลิกบุหรี่ให้ได้
October 29, 2008
แม่ตั้งท้อง ต้องเลิกบุหรี่ให้ได้
ควันบุหรี่มีพิษภัยร้าย แรง ผลิตสารพิษนานาชนิดออกมาเมื่อพ่นควัน แถมยังทิ้งร่องรอยไว้ให้คนที่ไม่จุดบุหรี่สูบได้สูดดมเข้าไปอีกยกใหญ่ เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีในหมู่คนทั่วไปที่ไม่พิสมัยม่านควันย่อมอยากลี้ หนีไกล
แต่สำหรับคนที่กำลังจะเป็น “คุณแม่” ไม่ต้องเน้นย้ำกันนักก็คงทราบดีว่า เมื่อไรที่คุณแม่ผู้กำลังตั้งครรภ์จุดบุหรี่ขึ้นสูบวาบหนึ่ง ทารกตัวน้อยก็ย่อมได้รับควันสารเคมีเป็นพิษเข้าไปเต็มปอดด้วยเช่นกัน ด้วยวิธีง่ายๆ เช่นนี้ คงไม่มีคุณแม่ที่ไหนอยากให้ ลูกของตนลืมตามาดูโลก พร้อมคุณสมบัติพิเศษ “สูบบุหรี่เป็น” เป็นแน่
ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และกำลังคิดจะเลิกสูบบุหรี่ ลองมาฟังข้อมูลเป็นประโยชน์จากสมาคมด้านการดูแลครรภ์ในอเมริกาที่จะแนะนำ วิธีช่วยให้คุณแม่หยุดสูบบุหรี่ลงได้
อันดับแรกเขาบอกว่า ให้คุณแม่ลองเขียนทำเป็นรายการออกมาให้เห็นเลยว่า หากเลิกสูบบุหรี่แล้วจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองและลูกน้อยอย่างไรบ้าง
จากนั้นหากิจกรรมทดแทนการสูบบุหรี่ด้วยการสร้างนิสัยด้านสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น หาของขบเคี้ยวมากินเล่น หรืออาจจะดื่มน้ำชาระหว่างอ่านหนังสือพิมพ์แทนที่จะต้องสูบบุหรี่
พยายามเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่สูบบุหรี่ หรือบอกกับเพื่อนๆ และสมาชิกในครอบครัวว่าต้องการกำลังใจในการเลิกบุหรี่
สุดท้ายให้ลองปรึกษาแพทย์ดู หรือลองนำเอาเคล็ดลับการเลิกบุหรี่อื่นๆ มาเป็นตัวช่วย เพื่อให้ปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก
ที่สำคัญอีกอย่างคือ อย่าลืมตั้งเป้าหมายกำหนดวันเวลาให้แน่นอนว่าจะเริ่มเมื่อไร จะได้เริ่มต้นได้อย่างจริงจัง
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
กระตุ้นพัฒนาการลูกในครรภ์
October 29, 2008
กระตุ้นพัฒนาการลูกในครรภ์
ขณะอยู่ในครรภ์ ระบบประสาทส่วนต่างๆ ของลูกเริ่มทำงาน สามารถรับรู้และตอบสนองกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอกท้องแม่ได้ โดยเฉพาะหลัง 4 เดือนไปแล้ว พ่อแม่จึงสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้โดย
ด้านการมอง
คุณแม่ควรออกไปยืนรับแสงแดดอ่อนๆ นอกบ้านช่วงเช้าหรือบ่าย ควรเลือกแสงที่มีความสว่างไม่จ้าจนเกินไป หรืออาจใช้ไฟฉายส่องที่หน้าท้องเป็นต้น
ด้านการได้ยิน
หมั่นพูดคุย ร้องหรือเปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ เพราะนอกจากช่วยพัฒนาการได้ยินแล้ว ลูกยังได้รับสารแห่งความสุข ช่วงเวลาที่เหมาะในการฟังเพลงควรเป็นช่วงหลังมื้ออาหารของแม่ เพราะช่วงเวลาที่ลูกตื่นตัวมากที่สุด
ด้านการสัมผัส
ลูบไล้หน้าท้องบ่อยๆ โดยขณะที่สัมผัสอาจร้องเพลงหรือพูดคุยไปด้วย ยิ่งหากทำช่วงเวลาเดิมเป็นประจำจะรู้สึกได้ว่าเมื่อถึงช่วงเวลาลูกจะดิ้นรอ คุณแม่อยู่แล้ว
สิ่งเหล่านี้เป็นแนวทาง ง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการลูกในครรภ์ได้ และยังช่วยสร้างความผูกพันคุ้นเคยระหว่างพ่อแม่กับลูกในท้องอีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ออกกำลังกายมากอาจเป็นหมันง่าย ซ้ำยังเสี่ยงกับ การเกิดแท้งลูกมากขึ้น
October 29, 2008
ผล การศึกษาใหม่ในสหรัฐฯพบว่า สตรีที่ออกกำลังกายไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง อาจลดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการผสมเทียมเด็กหลอดแก้วหรือไอวีเอฟ
คณะ นักวิจัยของโรงพยาบาลบริกแกมแอนด์วูเมน ในนครบอสตันของสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาลงในวารสารสูติแพทย์และนรีเวชวิทยา ฉบับเดือนตุลาคมว่า การออกกำลังกายดีต่อสุขภาพแต่การออกกำลังกายมากเกินไปอาจไม่ดีต่อการทำเด็ก หลอดแก้ว และไม่ได้หมายความว่าสตรีที่ทำเด็กหลอดแก้วไม่ควรออกกำลังกายเลย พวกเขาประเมินผลการทำเด็กหลอดแก้วของสตรี 2,232 คน ช่วงปี 2537-2546 ในเขตบอสตันพบว่า การออกกำลังกายสม่ำเสมอไม่มีผล เพิ่มหรือลดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้ว แต่สตรีที่ออกกำลังกายไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ 1 ปี จนถึง 9 ปี โอกาสประสบความสำเร็จลดลงถึงร้อยละ 40 การออกกำลังกายระดับนี้ทำให้เสี่ยงแท้งมากขึ้นด้วย
คณะนักวิจัยยัง ได้พิจารณาปัจจัยด้านดัชนีมวลกายหรือบีเอ็มไอว่า มีความสัมพันธ์กับโอกาสที่จะทำเด็กหลอดแก้วสำเร็จหรือไม่ เพราะสตรีที่มีน้ำหนักตัวต่ำหรือสูงกว่ามาตรฐานเสี่ยงเกิดภาวะมีบุตรยาก พวกเขาไม่พบความแตกต่างใดๆ ระหว่างกลุ่มที่มีดัชนีมวลกายแตกต่างกันในเรื่องความสัมพันธ์ ของการออกกำลังกายกับผลการทำเด็กหลอดแก้ว อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยย้ำว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปคำแนะนำที่ชัดเจนในเรื่องนี้ได้ ต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการศึกษาต่อไป.
ไทยรัฐ[16 ต.ค. 49 - 00:31]
ท้องเมื่อไม่พร้อม..จะทำยังไงดี!!
October 29, 2008
หากรู้ว่าเราท้องแน่ๆ แล้ว สิ่งที่ควรทำอย่างแรก คือ ตั้งสติให้ดีๆ เพื่อจะได้คิดว่าจะจัดการกับชีวิตของเราตอนนี้อย่างไรดี
- คุณอาจเลือกพูดคุยกับคู่ของคุณ หรือพ่อแม่ หรือคนที่ไว้วางใจได้ หรือหน่วยงานให้คำปรึกษาสำหรับวัยรุ่น เพื่อ ประเมินความต้องการและทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับตัวเราและปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น เริ่มต้นชีวิตคู่ไปด้วยกันเลยและวางแผนที่จะดูแลลูกร่วมกันต่อไป
- มีคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวของหญิงหรือชายที่เข้าใจสักคน ที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ และพร้อมที่จะช่วยดูแลลูกหลังคลอดให้กับเราไปก่อนลาพักการเรียนชั่วคราวในช่วงท้องและคลอด และหาใครสักคนช่วยดูแลลูก ให้ก่อนหรือรับเป็นบุตรบุญธรรม เพื่อจะได้กลับไปเรียนต่อ
- ติดต่อบ้านพักฉุกเฉิน หรือบ้านพักสตรีที่ให้ที่พักชั่วคราวในช่วงท้องและคลอด แล้วค่อยตัดสินใจต่อไปว่าจะเลี้ยงลูกด้วยกัน หรือยกเป็นบุตรบุญธรรม หากไม่มีเงื่อนไขหรือความพร้อมใด ๆ ที่จะช่วยให้รักษาครรภ์ต่อไปได้ และจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกยุติการท้อง
ถ้าเป็นเช่นนั้นเพื่อให้ส่งผลเสียต่อร่างกายของตนเองน้อยที่สุด ควรเลือกยุติการท้องภายในอายุครรภ์ 3 เดือน
ข้อมูลหนังสือพิมพ์แนวหน้า
อาหารสำหรับว่าที่คุณแม่
October 29, 2008
นับเป็นโอกาสดีที่คุณแม่จะปรับปรุงนิสัยการกินของตนเองในช่วง 9 เดือน อาหารที่รับประทาน นอกจากต้องมีสารอาหารครบถ้วน ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ ยังต้องมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้นด้วย ได้แก่
อาหารที่ให้โปรตีน เช่น ไข่ นม เนื้อสัตว์ และถั่วเมล็ดแห้ง ควรรับประทานไข่วันละ 1-2 ฟอง นมสดวันละ 1-2 แก้ว หรือเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นวันละ 3-4 ช้อนโต๊ะ ทั้งสัตว์บก
และสัตว์ทะเล ซึ่งจะได้ธาตุไอโอดีนด้วย อาหารประเภทเต้าหู้และนมถั่วเหลือง ก็มีโปรตีนไม่แพ้เนื้อสัตว์เช่นกัน
อาหาร ที่ให้พลังงาน ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล ไขมัน ควรรับประทานพอประมาณร่วมกับอาหารโปรตีน สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับพลังงานมากขึ้นวันละประมาณ 300 แคลอรี่ และควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะอาหารที่ให้พลังงานอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังย่อยยากและทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ง่าย
อาหาร ที่ให้วิตามินและเกลือแร่ ควรรับประทานผักผลไม้ทุกวันสลับกันไป เพื่อจะได้วิตามินและกากใยอาหารเพื่อช่วยในการขับถ่ายด้วย เกลือแร่ที่สำคัญ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี และไอโอดีน
นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว น้ำจะช่วยละลายอาหารที่รับประทานให้เหลวขึ้น ซึ่งดีสำหรับทารก และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย
ท้องที่โตขึ้นทุกวัน มักพาเอาอาการอีกหลายอย่างมาเป็นของแถม เช่น ปวดหลัง ตะคริว ท้องผูก ฯลฯ แต่อาการเหล่านี้ แก้ไขได้ค่ะ เพียงแค่เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า และหลีกเลี่ยงของแสลงบางอย่าง เท่านี้ก็ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้แล้ว
โลหิตจาง
ช่วง ที่ตั้งครรภ์ เม็ดเลือดแดงจะถูกสร้างเพิ่มขึ้น เพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงร่างกายคุณแม่กับเจ้าตัวน้อย และยังต้องเผื่อการสูญเสียเลือดขณะคลอดอีกด้วย ถ้ารู้สึกเหนื่อย หน้าซีด มือเล็บซีด เป็นลมง่าย ก็น่าสงสัยว่าจะได้รับธาตุเหล็กน้อยไป
อาหาร ที่ควรรับประทาน คืออาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น ตับ เนื้อไม่ติดมัน อาหารทะเล นม ไข่ งา ถั่วเหลือง ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักปวยเล้ง และมะเขือเทศ วิตามินซีช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรซื้อวิตามินสำเร็จรูปมากินเองนะคะ ปรึกษาคุณหมอที่ฝากท้องก่อนจะดีกว่า
ตะคริว
เป็น สัญญาณว่าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ เพราะต้องแบ่งไปให้เจ้าตัวน้อยสร้างกระดูกและฟัน วิธีแก้ไขก็คือ เพิ่มอาหารที่มีแคลเซียม เช่น นม กุ้งฝอย ปลาตัวเล็กๆ งาดำ ถั่วแดงหลวง ใบยอ ตำลึง
ปวดหลัง
เพราะ ต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น แถมฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ยังทำให้เส้นเอ็นยืดขยาย ข้อต่อต่าง ๆ คลายตัวหลวมมากขึ้น ความแข็งแรงของข้อลดลง จึงทำให้ปวดหลังได้ ต้องหมั่นทำหน้าเชิด ยืดไหล่ หลังตรงเข้าไว้ และไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูง
อาหารที่ ควรรับประทาน ได้แก่ น้ำมันปลาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการอักเสบของข้อกระดูกได้ ขิง ขมิ้น ช่วยบรรเทาปวดจากกล้ามเนื้อและข้ออักเสบ กะหล่ำดอก ผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง ช่วยทำให้สร้างมวลกระดูกได้ดีขึ้น
จุกเสียดยอดอก หรือที่เรียกว่า Heartburn
เกิด จากมดลูกขยายตัวไปเบียดกระเพาะอาหาร จนทำให้ใส่อาหารได้น้อย ย่อยช้า ท้องอืด ผสมกับการคลายตัวของกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง อันเนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง ทำให้น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับมายังหลอดอาหาร
วิธี แก้ไขก็คือ รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารทอด กาแฟ น้ำอัดลม นม ช็อกโกแลต จะทำให้ท้องอืดมากขึ้น ส่วนน้ำขิง น้ำมะตูม ช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร และแก้ลมจุกเสียด
ท้องผูก
ขณะ ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่คอยป้องกันมดลูกบีบตัวแรง กลับทำให้กล้ามเนื้อลำไส้ผ่อนคลาย และหดตัวน้อยไปด้วย ลำไส้จะเคลื่อนที่ช้าลง น้ำถูกดูดซึมกลับเข้าร่างกายจำนวนมาก ทำให้อุจจาระแข็ง เกิดอาการท้องผูกได้ ยิ่งถ้าเป็นเส้นเลือดขอดบริเวณทวารหนัก เนื่องจากน้ำหนักของมดลูกไปทับเส้นเลือดดำตรงนั้นพอดี ก็จะกลายเป็นริดสีดวงได้ง่าย ๆ
วิธีแก้ไขก็คือ รับประทานอาหารเป็นเวลา ดื่มน้ำมากๆ รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใยสูง ช่วยในการขับถ่าย เช่น รำข้าว ข้าวซ้อมมือ ขี้เหล็ก มะขาม ลูกพรุน ไม่ควรซื้อยาระบายมารับประทานเอง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้
แขนขาบวม
หาก มีอาการบวมเล็กน้อย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้อง เนื่องจากร่างกายมีการสะสมของน้ำเพิ่มขึ้น และยังเป็นอาการชวนสงสัยว่าคุณอาจจะมีความดันโลหิตสูง
วิธีแก้ไขคือ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ช็อกโกแลต และคาเฟอีน ส่วนกะหล่ำปลีและขึ้นฉ่ายฝรั่ง ช่วยลดความดันได้
นอนไม่หลับ
อาจ เป็นความกังวล ขี้ร้อน รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว อาหารที่ช่วยได้ก็คือ นมอุ่น ๆ หรือน้ำขิง ก่อนนอน ช่วยให้หลับง่ายขึ้น อาหารที่มีโปแตสเซียมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เช่น ส้ม ลูกพรุน กล้วย อะโวคาโด ผักปวยเล้ง ผักกาดหัว และแครอท ส่วนว่านหางจระเข้ช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า หากคุณนอนไม่พอ
อาการน่ารำคาญเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเอง หันมาสนุกและมีความสุข รอเจ้าตัวน้อยลืมตาดูโลกดีกว่าค่ะ
| โดย เอมอร คชเสนี | 23 กันยายน 2547 08:55 น. |
ข้อมูล http://www.manager.co.th











