ความสวยความงาม ดูดวง เพศศึกษา เรื่องหญิงๆทั่วไป แต่งงาน แ้ม่และเด็ก เรื่องเล่าประสบการณ์

ads300x250

อย่าปิดกั้นคำถามลูก

Filed under: แ้ม่และเด็ก — Tags: — admin @ 11:06 pm October 29, 2008

อย่าปิดกั้นคำถามลูก


สําหรับพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ที่ชอบตั้งคำถาม ช่างคิดช่างสงสัย บางครั้งอาจรู้สึกเบื่อหน่าย หรือไม่รู้จะตอบคำถามลูกอย่างไรดี แต่ก็อย่าพึ่งรำคาญหรือเบื่อหน่ายเพราะการที่เด็กช่างคิดช่างสงสัย และช่างถามเป็นสิ่งที่ดีในการเรียนรู้และพัฒนา

ที่สำคัญแม้ว่าในบางคำถาม หรือบางความคิดของลูกอาจไม่ถูกต้องเหมาะสมก็อย่าเพิ่งตำหนิหรือดุว่าลูก เพราะจะเป็นการปิดกั้นความคิดของลูกและทำให้ลูกรู้สึกไม่อยากคิด อยากถาม หรือสื่อสารอะไรกับพ่อแม่ สู้อยู่เฉยๆ ดีกว่าจะได้ไม่โดนดุ จึงทำให้ไม่ชอบแสวงหาความรู้ไม่ชอบคิดอย่างมีเหตุผล คอยแต่รับฟังรับคำสั่ง จึงเชื่ออะไรได้ง่าย คิดไม่เป็น และเมื่อมีปัญหาหรือสงสัยอะไรก็จะไม่ปรึกษากับพ่อแม่

ดังนั้น หากพ่อแม่พบว่าความคิดหรือคำถามของลูกไม่เหมาะสมให้ลองพูดคุยถามเหตุผล และความคิดของลูกเพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดของความคิดและหาทางพูดคุยให้ลูก ได้เรียนรู้ถึงแนวความคิดอื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกเรียนรู้ถึงความคิดและทางเลือกที่หลากหลาย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

คอลัมน์ สดจากจิตวิทยา โดย นฤภัค ฤธาทิพย์/กรมสุขภาพจิต
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

สงบสยบเด็ก สกัดลูกก้าวร้าว

Filed under: แ้ม่และเด็ก — Tags: — admin @ 11:06 pm

สงบสยบเด็ก สกัดลูกก้าวร้าว

?มีงานวิจัยพบว่ามีแม่เพียง 20% ใช้ประโยคทางบวกพูดชื่นชมยินดีกับลูก ขณะที่มีถึง 80% พูดคุยกับลูกด้วยประโยคทางลบ เช่น คาดคั้น กล่าวโทษ ว่าร้าย ทำให้เด็กฝังใจ ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเจริญทางวัตถุอบายมุข สิ่งยั่วยุ ล่อตา ล่อใจ ให้เด็กต้องการ ถ้าแม่รู้ไม่เท่าทันปัญหาสังคมจะรุนแรงกว่ากรณีเล่นเกมจีทีเอแล้วไปฆ่าคน เสียอีก?

วิธีการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมอาจจะ เป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กได้ การเลือกใช้คำพูดที่รุนแรงและวิธีการจัดการด้วยความรุนแรงกับเด็กอาจส่งผล ให้เด็กกลายเป็นเด็กก้าวร้าวและทวีความรุนแรงกลายเป็นผู้กระทำผิดในสังคมได้ วิธีจัดการกับพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้จึงจำเป็นต้องถูกวิธี

นายเกียรติยง ประวีณวรกุล นักจิตวิทยา โรงพยาบาลธนบุรี 2 กล่าวถึงปัจจัยที่เด็กเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวว่ามาจากหลายกรณี ได้แก่

1.ความก้าวร้าวอันเกิดจากพฤติกรรมตามวัย

เป็นสัญชาตญาณของเด็กตามช่วงอายุ ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ โดยเฉพาะเด็กในช่วงวัย 2-3 ขวบ ไม่ว่าจะโกรธ โมโห ก็จะแสดงอาการออกมา รวมถึงสภาพอารมณ์ของเด็กในขณะนั้น ซึ่งตัวเด็กอาจจะโกรธ โมโห ไม่พอใจ กับบางอย่าง

 2.เด็กที่มีความบกพร่องทางสมอง

ทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรถูกผิด และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เป็นเหตุให้เด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวออกมา

 3.ร่างกายของเด็กขาดความสมดุล

เช่น เด็กไม่สบาย เหนื่อย หิวข้าว เป็นต้น ทำให้เด็กเกิดภาวะเสี่ยงที่จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมาให้เห็น เพราะสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์

4.เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวออกมาแล้วได้รับประโยชน์จากพฤติกรรมที่เขาทำ

เช่น เมื่อเด็กอยากได้ของเล่น แต่พ่อแม่ไม่ให้ก็จะลงไปร้องไห้ดิ้นกับพื้นจนกว่าจะได้ของเล่น เมื่อครั้งแรกเขาทำได้ พอครั้งต่อไปเด็กก็จะทำพฤติกรรม แบบนั้นอีก เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาทำแบบนี้แล้วจะได้ในสิ่งที่ต้องการ

 5.เด็กก้าวร้าวเนื่องจากการเลียนแบบความรุนแรงจากสภาพแวดล้อมต่างๆ

เช่น เลียนแบบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว เมื่อเห็นพ่อแม่ ทะเลาะกัน ต่อว่ากันด้วยถ้อยคำรุนแรง เลียนแบบจากเพื่อน เช่น เพื่อนๆ พูดคำหยาบที่โรงเรียน หรือจากสื่อต่างๆ ที่นำเสนอการใช้ความรุนแรง

 6.จากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม

เช่น การที่พ่อแม่ตามใจลูกเกินไป การปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ลูก หรือการที่เด็กทำผิดแล้วมีการใช้ความรุนแรงลงโทษเด็ก เป็นสาเหตุทำให้เด็กฝังใจและแสดงพฤติกรรมที่รุนแรงตามมา

จากปัจจัยที่ทำให้เด็กก้าวร้าว เหล่านี้ แนวทางป้องกันแก้ไขสำหรับพ่อแม่เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นคือพยายาม หลีกเลี่ยงการกระทำเหล่านี้ต่อเด็ก โดยเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวแสดงออกมา ต้องเข้าใจและยอมรับพฤติกรรมของเด็กก่อนว่า ที่เด็กก้าวร้าวแบบนี้ เพราะเด็กกำลังอารมณ์ไม่ดี หรือเด็กกำลังไม่สบาย และหยุดการกระทำที่ก้าวร้าวของเด็กด้วยท่าทางที่สงบ จากนั้นจึงค่อยๆ สอนเด็กด้วยเหตุและผล พยายามให้เด็กได้คิดว่า เมื่อเด็กทำแบบนี้แล้วผลที่ตามมาคืออะไร ไม่ใช้อารมณ์หรือคำพูดที่รุนแรงในการตักเตือนเด็ก เช่น คำตำหนิ เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกมีปมด้อยมากขึ้น

คุณแม่ลูกชายวัย 6 และ 10 ขวบที่เข้าร่วมกิจกรรมปรับพฤติกรรมก้าวร้าวลูกรักของชมรมครอบครัว มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ครั้งที่แล้ว กล่าวว่า เมื่อก่อนลูกจะเป็นเด็กที่โมโหร้ายมาก มักจะหงุดหงิดง่ายโดยไม่รู้ตัว จนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จึงลองมาร่วมกิจกรรมนี้ดู จากปกติที่ไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมพวกนี้เท่าไหร่ แต่พอได้มาร่วมกิจกรรมนี้ได้นำความรู้และคำแนะนำต่างๆ ที่ได้จากการอบรมไปใช้ ผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจมากและคิดว่ามีประโยชน์สำหรับใครที่ลูกมีพฤติกรรม ก้าวร้าว เพราะปฏิบัติได้จริง จากที่เมื่อก่อนเขาโมโหจะมีอารมณ์รุนแรงมาก แต่พอได้ใช้วิธีที่วิทยากรแนะนำเราก็เปลี่ยนวิธีจัดการกับพฤติกรรม ซึ่งความรุนแรงน้อยลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้นด้วย

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูก อายุ 2-6 ขวบ และสนใจเข้าร่วมกิจกรรม ?ปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของลูกรัก? เพื่อเสริมความรู้และทักษะในการรับมือและ ปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของลูก?ในวันอาทิตย์ที่ 12, 19, 26 ตุลาคม และ 2 พฤศจิกายน 2551 ที่โรงเรียนเพลินพัฒนา เวลา 08.30-12.00 น. กิจกรรมครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ รับจำนวนจำกัด สมัครได้ที่ชมรมครอบครัวมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทร. 0-2412-0738, 0-2412-9834 www.thaichild rights.org

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

นิทานสร้างความคิดสร้างสรรค์

Filed under: แ้ม่และเด็ก — Tags: — admin @ 11:05 pm

นิทานสร้างความคิดสร้างสรรค์

นิตยสาร Modern mom จัดโครงการลูกฉลาดล้ำด้วย Creativity โดยครั้งนี้เป็นการร่วมแชร์ประสบการณ์ในเรื่อง ?การเล่านิทานเพิ่มความคิดสร้างสรรค์? จัดขึ้นที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา งานนี้ได้คุณแม่มือใหม่อย่าง ดาว-อภิสรา นุตยกุล พิธีกรรายการสามสิบยังแจ๋ว และอาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ หัวหน้าสาขาวรรณกรรมเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมแสดงความคิดเห็น และบอกเล่าถึงความสำคัญในการเล่านิทานที่สามารถเสริมเรื่องความคิดสร้าง สรรค์ให้ลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

อาจารย์อัจฉรากล่าวว่า คุณพ่อคุณแม่ควรให้คำแนะนำคัดเลือกหนังสือหรือการอ่านให้กับลูก เพราะเด็กจะไม่สามารถรู้ได้ว่าหนังสือเล่มนี้ดีหรือไม่ดี หนังสือที่ดีต้องทำให้ผู้ใหญ่อ่านแล้วรู้สึกชอบ เพราะจะได้ถ่ายทอดหรือบอกต่อกับลูกได้

สำหรับหนังสือนิทานที่เด็กควรอ่าน ในช่วงวัยต่างๆ มีดังนี้

 1.วัยแบเบาะ

ควรเป็นนิทานภาพ ทำจากวัสดุต่างๆ ที่ปลอดภัย เขาขยำ กัด ลูบคลำได้ ทนทาน ใช้งานได้นาน สีสันสวยงาม มีลูกเล่นเพื่อหลอกล่อให้เด็กสนใจ รายละเอียดไม่จำเป็นต้องเยอะนัก ในช่วงวัยนี้พ่อแม่ควรอ่านไปพร้อมกับลูก สนุกสนานเหมือนลูก

 2.วัย 3-4 ขวบ

หนังสือภาพนิทานทำจากกระดาษ สีสันสวยงาม ศิลปะงดงาม รายละเอียดมีอยู่ในรูปภาพ

 3.วัย 5-7 ขวบ

หนังสือภาพแบบให้เด็กพออ่านเองได้ เป็นประโยคสั้นๆ เนื้อหาไม่ยาวเกินความสนใจของเด็ก ความยาวประมาณ 15-20 นาที

 4.วัย 8-10 ขวบ

มีเรื่องราวซับซ้อน มีปมซ่อนเงื่อนชวนให้ลูกคิด ในปัจจุบันรูปแบบหนังสือนิทานมีหลายอย่าง มีรายละเอียดน่าสนใจ

ส่วนเทคนิคการเล่านิทานที่เสริมความคิดสร้างสรรค์ไปด้วยนั้น อาจารย์อัจฉราบอกว่าทำได้ง่าย จากวัสดุรอบๆ ตัวเรา เช่น การเล่านิทานจากกระดาษตัดรูปเรขาคณิตที่สร้างเรื่องราวต่างๆ ตามจินตนาการของเด็กได้มากมาย การเล่านิทานที่มีเสียงสูงต่ำ เช่น เรื่องอีเล้งเค้งโค้ง ซึ่งจะหัดให้เด็กออกเสียงตาม ฝึกการสังเกต และเรียนรู้เรื่องอารมณ์ของคนในสังคม การเล่านิทานผ่านเทคนิคการใช้เงา ฯลฯ

นอกจากนี้ วิธีการที่ฝึกให้ลูกเรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัว เช่น ฝึกให้ใกล้ชิดกับคุณตาคุณยาย คุณแม่ ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรก หรือถามว่าเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาลูกได้เจออะไรบ้าง ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ฝึกให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์ ทวนความทรงจำและความคิดสร้างสรรค์ได้ดี

ด้านคุณดาว-อภิสรา นุตยกุล กล่าวว่า เมื่อตอนลูกอายุ 6 เดือน ดาวจะค่อยๆ เรียนรู้และค้นพบในเรื่องต่างๆ ไปพร้อมกับลูก คุณแม่ที่อยู่บ้านตลอดเวลาจะมีเวลาให้ลูกได้มาก แต่สำหรับดาวต้องทำงานจึงต้องปรับเวลาในการดูแลลูก อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่จะต้องเอาใจใส่ ส่วนการเล่านิทานให้ลูกฟังนั้น เด็กๆ จะซึมซับนิทานหรือการอ่านหนัง สือได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะการอ่านนั้นเป็นทักษะที่ต้องฝึกตั้งแต่เด็ก

?เคยมีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญกล่าว ถึงเรื่องเซลล์กระจกเงาไว้ว่า ถ้าเราต้องการให้ลูกเป็นคนอย่างไร คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง หรือนำเขาไปเข้าใกล้สิ่งนั้น เช่น เมื่อต้องการให้ลูกรักหนังสือ คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดอ่าน หรือเก็บหนังสืออย่างทนุถนอม, อยากให้ลูกรักการอ่านหนังสือ ต้องพาเข้าห้องสมุดหรือร้านหนังสือ รักกีฬาก็ต้องพาเข้าสนามกีฬา ซึ่งในที่สุดจะทำให้เขาค้นพบโลกใหม่ที่น่าสนใจ น่าค้นหา เพราะเด็กจะเอาเป็นแบบอย่างโดยการเรียนรู้จากทางสายตา?

โครงการลูกฉลาดล้ำด้วย Creativity ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Modern mom นั้น เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทางนิตยสารจัดทำขึ้นร่วมกับ 10 โรงพยาบาลชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ จนถึงสิ้นปี 2551 คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจร่วมกิจกรรมดังกล่าว สอบถามได้ที่ 0-2913-7555 ต่อ 3124, 3222 วันนี้เป็นต้นไป หรือ www.raklukefamilygroup.com

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

แม่ตั้งท้อง ต้องเลิกบุหรี่ให้ได้

Filed under: แ้ม่และเด็ก — Tags: — admin @ 11:03 pm

แม่ตั้งท้อง ต้องเลิกบุหรี่ให้ได้

เลิกสูบบุหรี่

ควันบุหรี่มีพิษภัยร้าย แรง ผลิตสารพิษนานาชนิดออกมาเมื่อพ่นควัน แถมยังทิ้งร่องรอยไว้ให้คนที่ไม่จุดบุหรี่สูบได้สูดดมเข้าไปอีกยกใหญ่ เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีในหมู่คนทั่วไปที่ไม่พิสมัยม่านควันย่อมอยากลี้ หนีไกล

แต่สำหรับคนที่กำลังจะเป็น ?คุณแม่? ไม่ต้องเน้นย้ำกันนักก็คงทราบดีว่า เมื่อไรที่คุณแม่ผู้กำลังตั้งครรภ์จุดบุหรี่ขึ้นสูบวาบหนึ่ง ทารกตัวน้อยก็ย่อมได้รับควันสารเคมีเป็นพิษเข้าไปเต็มปอดด้วยเช่นกัน ด้วยวิธีง่ายๆ เช่นนี้ คงไม่มีคุณแม่ที่ไหนอยากให้ ลูกของตนลืมตามาดูโลก พร้อมคุณสมบัติพิเศษ ?สูบบุหรี่เป็น? เป็นแน่

ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และกำลังคิดจะเลิกสูบบุหรี่ ลองมาฟังข้อมูลเป็นประโยชน์จากสมาคมด้านการดูแลครรภ์ในอเมริกาที่จะแนะนำ วิธีช่วยให้คุณแม่หยุดสูบบุหรี่ลงได้

อันดับแรกเขาบอกว่า ให้คุณแม่ลองเขียนทำเป็นรายการออกมาให้เห็นเลยว่า หากเลิกสูบบุหรี่แล้วจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองและลูกน้อยอย่างไรบ้าง

จากนั้นหากิจกรรมทดแทนการสูบบุหรี่ด้วยการสร้างนิสัยด้านสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น หาของขบเคี้ยวมากินเล่น หรืออาจจะดื่มน้ำชาระหว่างอ่านหนังสือพิมพ์แทนที่จะต้องสูบบุหรี่

พยายามเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่สูบบุหรี่ หรือบอกกับเพื่อนๆ และสมาชิกในครอบครัวว่าต้องการกำลังใจในการเลิกบุหรี่

สุดท้ายให้ลองปรึกษาแพทย์ดู หรือลองนำเอาเคล็ดลับการเลิกบุหรี่อื่นๆ มาเป็นตัวช่วย เพื่อให้ปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก

ที่สำคัญอีกอย่างคือ อย่าลืมตั้งเป้าหมายกำหนดวันเวลาให้แน่นอนว่าจะเริ่มเมื่อไร จะได้เริ่มต้นได้อย่างจริงจัง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

กระตุ้นพัฒนาการลูกในครรภ์

กระตุ้นพัฒนาการลูกในครรภ์

ขณะอยู่ในครรภ์ ระบบประสาทส่วนต่างๆ ของลูกเริ่มทำงาน สามารถรับรู้และตอบสนองกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอกท้องแม่ได้ โดยเฉพาะหลัง 4 เดือนไปแล้ว พ่อแม่จึงสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้โดย

 ด้านการมอง

คุณแม่ควรออกไปยืนรับแสงแดดอ่อนๆ นอกบ้านช่วงเช้าหรือบ่าย ควรเลือกแสงที่มีความสว่างไม่จ้าจนเกินไป หรืออาจใช้ไฟฉายส่องที่หน้าท้องเป็นต้น

 ด้านการได้ยิน

หมั่นพูดคุย ร้องหรือเปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ เพราะนอกจากช่วยพัฒนาการได้ยินแล้ว ลูกยังได้รับสารแห่งความสุข ช่วงเวลาที่เหมาะในการฟังเพลงควรเป็นช่วงหลังมื้ออาหารของแม่ เพราะช่วงเวลาที่ลูกตื่นตัวมากที่สุด

 ด้านการสัมผัส

ลูบไล้หน้าท้องบ่อยๆ โดยขณะที่สัมผัสอาจร้องเพลงหรือพูดคุยไปด้วย ยิ่งหากทำช่วงเวลาเดิมเป็นประจำจะรู้สึกได้ว่าเมื่อถึงช่วงเวลาลูกจะดิ้นรอ คุณแม่อยู่แล้ว

สิ่งเหล่านี้เป็นแนวทาง ง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการลูกในครรภ์ได้ และยังช่วยสร้างความผูกพันคุ้นเคยระหว่างพ่อแม่กับลูกในท้องอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

« Newer PostsOlder Posts »